Google

Tuesday, September 1, 2026

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา English-Thai Dictionary of American Foreign Policy อ่านแบบE-Book ได้แล้วที่ meb

 


พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา  American Foreign Policy Dictionary 
อ่านแบบ
E-Book ได้แล้วที่ meb 

ร้านค้าของสำนักพิมพ์ทองใบในMeb:


Monday, July 27, 2026

#พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา American Foreign Policy Dictionary

Thumbnail Seller Link
พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา American Foreign Policy Dictionary
พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร
www.mebmarket.com
พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา โดย : พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร คำโปรย เข้าใจ “นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา” อย่า...
Get it now
=========================================== 📚 สนใจหนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์สินค้า “Get it now” หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPowe

Sunday, July 19, 2026

#พจนานุกรมฉบับปรับปรุง คำศัพท์ "Alliance for Progress"

 



นี่คือการปรับปรุงและสร้างความทันสมัยให้กับเนื้อหาพจนานุกรมคำศัพท์ "Alliance for Progress" ครับ โดยผมได้ปรับสำนวนให้มีความเป็นวิชาการและเป็นกลางมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มบริบทและบทสรุปทางประวัติศาสตร์เพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างครบถ้วนในมุมมองปัจจุบัน

Alliance for Progress (Alianza para el Progreso) พันธมิตรเพื่อความก้าวหน้า

อดีตโครงการความร่วมมือและการพัฒนาระยะ 10 ปีสำหรับภูมิภาคละตินอเมริกา ซึ่งริเริ่มโดยประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี แห่งสหรัฐอเมริกา และได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 1961 ที่เมืองปุนตาเดลเอสเต ประเทศอุรุกวัย โดยมีรัฐในทวีปอเมริกาเข้าร่วมทุกประเทศยกเว้นคิวบา

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ (โดยเฉพาะอิทธิพลจากคิวบา) ด้วยการสร้างความทันสมัยและการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ผ่านการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สหรัฐฯ คาดการณ์ว่าในช่วง 10 ปีของโครงการ จะมีเม็ดเงินลงทุนจากภาครัฐและเอกชนภายนอกภูมิภาคไหลเข้าไปประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเงื่อนไขว่าประเทศในละตินอเมริกาจะต้องระดมทุนสมทบภายในภูมิภาคให้ได้อีก 4 เท่าตัว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลัก 6 ประการ ได้แก่:

  1. การวางแผนระดับภูมิภาค: ดำเนินการโดยคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมระหว่างรัฐในทวีปอเมริกา และคณะกรรมการพัฒนาระหว่างอเมริกา

  2. การบูรณาการทางเศรษฐกิจ: ส่งเสริมความร่วมมือและรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

  3. การสร้างเสถียรภาพด้านราคา: ควบคุมราคาสินค้าส่งออกหลักของภูมิภาคไม่ให้ผันผวน

  4. การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง: ผลักดันการปฏิรูปที่ดินทำกินและระบบภาษีอากรให้มีความเป็นธรรม

  5. การพัฒนาอุตสาหกรรม: ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ

  6. การพัฒนาคุณภาพชีวิต: ปรับปรุงระบบสาธารณสุข สุขอนามัย และขยายโอกาสทางการศึกษา

ความสำคัญและบทสรุปทางประวัติศาสตร์: ในท้ายที่สุด โครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้ามักถูกประเมินโดยนักรัฐศาสตร์ประวัติศาสตร์ว่า "ประสบความล้มเหลวในทางปฏิบัติ" แม้จะมีเจตนารมณ์ที่ยิ่งใหญ่ แต่การดำเนินงานกลับเป็นไปอย่างล่าช้าและเผชิญอุปสรรคอย่างหนัก สาเหตุหลักมาจากขอบเขตภารกิจที่กว้างใหญ่เกินไป ซึ่งเทียบเท่ากับการเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมทั่วทั้งทวีป

ปัจจัยที่ทำให้โครงการไม่บรรลุเป้าหมายประกอบด้วย:

  • การต่อต้านจากภายใน: กลุ่มชนชั้นนำและกลุ่มอนุรักษนิยมในละตินอเมริกาต่อต้านการปฏิรูปที่ดินและภาษีอย่างรุนแรง เนื่องจากเกรงว่าจะสูญเสียอำนาจและสถานภาพของตน

  • บริบททางการเมือง: ในช่วงทศวรรษ 1960-1970 เกิดการรัฐประหารและรัฐบาลทหารขึ้นหลายแห่งในละตินอเมริกา ซึ่งสหรัฐฯ เองก็มักจะเลือกสนับสนุนรัฐบาลทหารเหล่านั้นเพื่อรักษาความมั่นคงตามนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ มากกว่าจะกดดันให้เกิดการปฏิรูปประชาธิปไตยตามเจตนารมณ์เดิมของโครงการ

  • ปัญหาประชากร: อัตราการเติบโตของประชากรในภูมิภาคที่สูงมากได้หักล้างผลสัมฤทธิ์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทำได้

  • การเปลี่ยนทิศทางของสหรัฐฯ: หลังจากการลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี รัฐบาลชุดต่อๆ มาของสหรัฐฯ ได้ลดความสำคัญของโครงการนี้ลง และหันไปทุ่มเททรัพยากรให้กับสงครามเวียดนามแทน

โครงการนี้จึงค่อยๆ ยุติบทบาทลงในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ทิ้งไว้เพียงตัวอย่างของการใช้นโยบายความช่วยเหลือต่างประเทศที่ตั้งเป้าหมายในอุดมคติ แต่ขัดแย้งกับความเป็นจริงทางการเมืองเชิงโครงสร้างทั้งในและต่างประเทศ


==================================


📚 สนใจหนังสือของสำนักพิมพ์ทองใบ  คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ร้านขายหนังสือในMeb Market

หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป

Hashtag แนะนำ

#ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ

#Ebookไทย

#หนังสือดีบอกต่อ

#หนังสือออนไลน์

#MebMarket

#อ่านหนังสือ

#รักการอ่าน

#พัฒนาตนเอง

#ความรู้รอบตัว

#พระพุทธศาสนา

#ประวัติศาสตร์

#เศรษฐศาสตร์

#หนังสือวิชาการ

#หนังสือสารคดี

#Ebookน่าอ่าน

#หนังสือขายดี

#หนังสือแนะนำ

#BookLover

#ThaiEbook

#KnowledgeIsPowe

 

 


พจนานุกรมฉบับปรับปรุง# คำศัพท์ United States Agency for International Development (USAID)

 



นี่คือการปรับปรุงและสร้างความทันสมัยให้กับเนื้อหาพจนานุกรมคำศัพท์ดังกล่าว โดยปรับแก้ข้อมูลให้สอดคล้องกับโครงสร้างองค์กรในปัจจุบัน บริบททางการเมืองระหว่างประเทศยุคใหม่ และเปลี่ยนชื่อเรียกให้ถูกต้องตามที่ทั่วโลกใช้ในปัจจุบันครับ

United States Agency for International Development (USAID) องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา (ยูเอสเอไอดี)

หน่วยงานอิสระของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาที่รับผิดชอบหลักในการบริหารจัดการความช่วยเหลือด้านพลเรือน มนุษยธรรม และการพัฒนาในต่างประเทศ (ในอดีตมักเรียกย่อว่า AID) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1961 ตามพระราชบัญญัติความช่วยเหลือต่างประเทศ

เดิมทีในช่วงปี ค.ศ. 1979 หน่วยงานนี้เคยถูกจัดให้อยู่ภายใต้ทบวงความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development Cooperation Agency - IDCA) แต่ในปัจจุบัน IDCA ได้ถูกยุบเลิกไปแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999 ตามกฎหมายปฏิรูปโครงสร้างกระทรวงการต่างประเทศ ปัจจุบัน USAID ดำเนินงานในฐานะหน่วยงานอิสระ แต่ผู้บริหารสูงสุด (Administrator) จะต้องรายงานและรับแนวนโยบายด้านการต่างประเทศโดยตรงจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (Secretary of State) ภารกิจหลักในปัจจุบันครอบคลุมตั้งแต่การสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมประชาธิปไตย สาธารณสุขระดับโลก การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบรรเทาทุกข์จากภัยพิบัติ (รวมถึงการสานต่อเจตนารมณ์ของโครงการอาหารเพื่อสันติภาพ)

ความสำคัญ: นับตั้งแต่รากฐานในยุคที่ได้มี "แผนมาร์แชลล์" เป็นต้นมา โครงสร้างการบริหารความช่วยเหลือต่างประเทศของสหรัฐฯ เผชิญกับความท้าทายในการสร้างสมดุลมาโดยตลอด คือการทำให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถกำหนดทิศทางนโยบายได้ โดยที่หน่วยงานให้ความช่วยเหลือยังคงมีความคล่องตัวในเชิงปฏิบัติการ ในอดีต (เช่น ยุคทศวรรษ 1980) การนำหน่วยงานไปผูกกับ IDCA ถือเป็นการประนีประนอม แต่ในปัจจุบันปัญหาความทับซ้อนดังกล่าวได้รับการแก้ไขแล้วผ่านการบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่าง USAID และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อแยกความช่วยเหลือด้านการพัฒนาออกจากความช่วยเหลือทางทหารอย่างชัดเจน แต่ยังคงสอดคล้องกับเป้าหมายความมั่นคงแห่งชาติ

ในศตวรรษที่ 21 บทบาทของ USAID ได้เปลี่ยนผ่านจากบริบทยุคสงครามเย็นมาสู่วาระการพัฒนาระดับโลกสมัยใหม่ ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและเทคนิคของ USAID ถือเป็นกลไกสำคัญในการใช้ "อำนาจอ่อน (Soft Power)" ของสหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างเสถียรภาพและแข่งขันกับอิทธิพลของมหาอำนาจอื่นในเวทีโลก ตลอดจนรับมือกับความท้าทายข้ามพรมแดนใหม่ ๆ

ในทางปฏิบัติ USAID ยังคงทำงานร่วมกับองค์การระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เช่น สหประชาชาติ (UN) องค์การรัฐอเมริกัน (OAS) ธนาคารโลก (World Bank) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ตลอดจนธนาคารเพื่อการพัฒนาในภูมิภาคต่าง ๆ และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ปัจจุบัน USAID มีสำนักงานและตัวแทนปฏิบัติงานอยู่ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก เพื่อผลักดันให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว


==================================

📚 สนใจหนังสือของสำนักพิมพ์ทองใบ  คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ร้านขายหนังสือในMeb Market

หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป

Hashtag แนะนำ

#ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ

#Ebookไทย

#หนังสือดีบอกต่อ

#หนังสือออนไลน์

#MebMarket

#อ่านหนังสือ

#รักการอ่าน

#พัฒนาตนเอง

#ความรู้รอบตัว

#พระพุทธศาสนา

#ประวัติศาสตร์

#เศรษฐศาสตร์

#หนังสือวิชาการ

#หนังสือสารคดี

#Ebookน่าอ่าน

#หนังสือขายดี

#หนังสือแนะนำ

#BookLover

#ThaiEbook

#KnowledgeIsPowe

 

 


#พจนานุกรมฉบับปรับปรุง คำศัพท์ "Camp David Accords"

 



นี่คือการปรับปรุงและสร้างความทันสมัยให้กับเนื้อหาพจนานุกรมคำศัพท์ "Camp David Accords" โดยมีการปรับแก้การสะกดชื่อบุคคลให้ถูกต้องตามหลักสากล ปรับสำนวนให้มีความเป็นรัฐศาสตร์เชิงวิชาการมากขึ้น และเพิ่มบริบทผลกระทบสืบเนื่องจนถึงยุคปัจจุบันเพื่อให้เนื้อหามีความสมบูรณ์แบบครับ

Camp David Accords ข้อตกลงแคมป์เดวิด

กรอบความตกลงสันติภาพระหว่างประเทศอียิปต์และอิสราเอล ซึ่งบรรลุผลสำเร็จเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1978 หลังจากการเจรจาอย่างลับๆ ตลอด 12 วัน ณ บ้านพักตากอากาศประจำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (แคมป์เดวิด) รัฐแมริแลนด์

ข้อตกลงนี้เป็นผลมาจากความพยายามทางการทูตของประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) แห่งสหรัฐฯ ที่เล็งเห็นโอกาสในการยุติความขัดแย้งและสภาวะสงครามระหว่างชาติอาหรับกับอิสราเอลที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 ประธานาธิบดีคาร์เตอร์อาศัยแรงเหวี่ยงทางการเมืองจากการเดินทางเยือนกรุงเยรูซาเลมครั้งประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีอันวาร์ ซาดัต (Anwar Sadat) แห่งอียิปต์ ในปี ค.ศ. 1977 เพื่อดึงให้ซาดัตและนายกรัฐมนตรีเมนาเฮม เบกิน (Menachem Begin) แห่งอิสราเอล มาเปิดการเจรจาโดยตรง

สหรัฐอเมริกาได้ใช้ความน่าเชื่อถือของตนในฐานะ "ผู้ไกล่เกลี่ยคนกลาง" (Honest Broker) ดำเนินการกดดันและให้หลักประกันอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การลงนามใน "สนธิสัญญาสันติภาพอียิปต์-อิสราเอล" อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1979 ซึ่งช่วยยุติสภาวะสงครามอันยาวนานกว่า 30 ปีระหว่างสองชาติลงได้สำเร็จ

ความสำคัญและบทสรุปเชิงยุทธศาสตร์: ข้อตกลงแคมป์เดวิดถือเป็นผลงานชิ้นเอกทางการทูตที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจและบทบาทของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในฐานะ "หัวหน้านักการทูต" (Chief Diplomat) อย่างเด่นชัด ผลลัพธ์ของข้อตกลงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ ดังนี้:

  1. การรับรองทางการทูต (Diplomatic Recognition): อียิปต์กลายเป็นชาติอาหรับชาติแรกที่ให้การรับรองสถานะความเป็นรัฐของอิสราเอลอย่างเป็นทางการ และสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเต็มรูปแบบต่อกัน

  2. การคืนดินแดน: อียิปต์ได้รับคาบสมุทรไซนาย (Sinai Peninsula) คืนจากอิสราเอล ทำให้รัฐบาลไคโรสามารถปลดเปลื้องภาระทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งทางทหารที่ยืดเยื้อได้

  3. การพลิกขั้วอำนาจในยุคสงครามเย็น: สหรัฐอเมริกาสามารถดึงอียิปต์ออกจากวงโคจรอิทธิพลของสหภาพโซเวียตได้อย่างเด็ดขาด ทำให้สหรัฐฯ ขยายอิทธิพลทางยุทธศาสตร์และสามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลางได้อย่างมั่นคง

  4. การทูตที่ขับเคลื่อนด้วยความช่วยเหลือ (Foreign Aid Diplomacy): สหรัฐฯ เป็นผู้ค้ำประกันข้อตกลงนี้ด้วยการมอบเงินช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ทั้งอียิปต์และอิสราเอลเป็นประจำทุกปี ซึ่งเป็นข้อผูกพันที่ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงศตวรรษที่ 21

บริบทเพิ่มเติมในยุคปัจจุบัน: แม้ข้อตกลงแคมป์เดวิดจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในระดับทวิภาคี แต่ในระยะแรกกลับสร้างความโกรธแค้นอย่างหนักในโลกอาหรับ ทำให้อียิปต์ถูกขับออกจากสันนิบาตอาหรับชั่วคราว และเป็นชนวนเหตุให้ประธานาธิบดีซาดัตถูกลอบสังหารในปี ค.ศ. 1981 นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาปาเลสไตน์ได้อย่างเบ็ดเสร็จตามที่คาดหวัง อย่างไรก็ตาม แคมป์เดวิดได้กลายเป็น "แบบแผนบรรทัดฐาน" สำหรับกระบวนการสันติภาพในตะวันออกกลางในยุคต่อมา เช่น สนธิสัญญาสันติภาพอิสราเอล-จอร์แดน (ค.ศ. 1994) และข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ในเวลาต่อมา


=============================



📚 สนใจหนังสือของสำนักพิมพ์ทองใบ  คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ร้านขายหนังสือในMeb Market

หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป

Hashtag แนะนำ

#ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ

#Ebookไทย

#หนังสือดีบอกต่อ

#หนังสือออนไลน์

#MebMarket

#อ่านหนังสือ

#รักการอ่าน

#พัฒนาตนเอง

#ความรู้รอบตัว

#พระพุทธศาสนา

#ประวัติศาสตร์

#เศรษฐศาสตร์

#หนังสือวิชาการ

#หนังสือสารคดี

#Ebookน่าอ่าน

#หนังสือขายดี

#หนังสือแนะนำ

#BookLover

#ThaiEbook

#KnowledgeIsPowe

 

 


#พจนานุกรมปรับปรุง คำศัพท์ "Bricker Amendment"

 



นี่คือการปรับปรุงและสร้างความทันสมัยให้กับเนื้อหาพจนานุกรมคำศัพท์ "Bricker Amendment" โดยผมได้แก้ไขคำผิด (เช่น สภาครองเกรส เป็น สภาคองเกรส) ปรับสำนวนกฎหมายและการเมืองให้ถูกต้องตามหลักวิชาการปัจจุบัน และเพิ่มบริบทเชื่อมโยงให้เห็นภาพพลวัตทางอำนาจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ

Bricker Amendment ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญบริกเกอร์

ร่างเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำเสนอต่อสภาคองเกรสโดยวุฒิสมาชิก จอห์น บริกเกอร์ (John Bricker) จากรัฐโอไฮโอ ในช่วงปี ค.ศ. 1953 และ 1954 ร่างแก้ไขฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ:

  1. เสริมสร้างบทบาทของสภาคองเกรส ในกระบวนการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ

  2. จำกัดอำนาจของประธานาธิบดี ในการทำข้อตกลงฝ่ายบริหาร (Executive Agreements) ซึ่งเป็นช่องทางที่ประธานาธิบดีมักใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการขอสัตยาบันจากวุฒิสภา

  3. สร้างหลักประกันความเป็นกฎหมายสูงสุด เพื่อยืนยันว่ารัฐธรรมนูญสหรัฐฯ มีศักดิ์และสิทธิเหนือกว่าบทบัญญัติของสนธิสัญญาระหว่างประเทศใด ๆ

ในท้ายที่สุด ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้มีอันต้องตกไปอย่างเฉียดฉิว โดยขาดเสียงสนับสนุนเพียงเสียงเดียวที่จะทำให้ได้คะแนนเสียงถึงสองในสาม (2/3) ในวุฒิสภาตามกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ความสำคัญและบริบททางประวัติศาสตร์: ร่างแก้ไขบริกเกอร์คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ (Institutional Rivalry) ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ในการควบคุมทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา

แรงผลักดันเบื้องหลังร่างแก้ไขนี้มาจากฝ่ายอนุรักษนิยมที่หวาดระแวงว่า รัฐบาลกลางจะใช้อำนาจการทำสนธิสัญญาเพื่อก้าวล่วงอำนาจของมลรัฐและละเมิดสิทธิพลเมือง (ดังที่เคยเกิดข้อกังวลทางข้อกฎหมายในคดีประวัติศาสตร์ Missouri v. Holland เมื่อปี ค.ศ. 1920) นอกจากนี้ยังเป็นผลมาจากความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของฝ่ายบริหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เช่น การทำข้อตกลงลับที่ยัลตา (Yalta) และปอตสดัม (Potsdam) ในปี ค.ศ. 1945 ตลอดจนความกังวลต่อผลผูกพันทางกฎหมายจากองค์การสหประชาชาติ (UN) โดยเฉพาะปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

หากร่างแก้ไขบริกเกอร์ผ่านความเห็นชอบ จะถือเป็นการพลิกประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง โดยเปลี่ยนแกนอำนาจนำในกิจการต่างประเทศจากประธานาธิบดีกลับไปสู่รัฐสภา

แม้ร่างแก้ไขนี้จะล้มเหลว แต่ความพยายามของสภาคองเกรสในการทวงคืนดุลอำนาจยังคงดำเนินต่อไปในทศวรรษต่อมา ส่งผลให้เกิดกฎหมายสำคัญที่ใช้ควบคุมฝ่ายบริหารจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ รัฐบัญญัติเคส (Case Act ค.ศ. 1972) ที่บังคับให้ประธานาธิบดีต้องแจ้งข้อตกลงฝ่ายบริหารทุกฉบับให้สภาคองเกรสทราบ และ มติว่าด้วยอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution ค.ศ. 1973) ซึ่งเป็นความพยายามที่จะจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการสั่งใช้กำลังทหารในต่างประเทศโดยปราศจากการอนุมัติจากสภา

==========================

📚 สนใจหนังสือของสำนักพิมพ์ทองใบ  คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ร้านขายหนังสือในMeb Market

หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป

Hashtag แนะนำ

#ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ

#Ebookไทย

#หนังสือดีบอกต่อ

#หนังสือออนไลน์

#MebMarket

#อ่านหนังสือ

#รักการอ่าน

#พัฒนาตนเอง

#ความรู้รอบตัว

#พระพุทธศาสนา

#ประวัติศาสตร์

#เศรษฐศาสตร์

#หนังสือวิชาการ

#หนังสือสารคดี

#Ebookน่าอ่าน

#หนังสือขายดี

#หนังสือแนะนำ

#BookLover

#ThaiEbook

#KnowledgeIsPowe

 

 


#พจนานุกรมฉบับปรับปรุง : คำศัพท์ "Bipartisanship"

 



นี่คือการปรับปรุงเนื้อหาพจนานุกรมคำศัพท์ "Bipartisanship" โดยปรับสำนวนให้เป็นวิชาการร่วมสมัย เพิ่มคำศัพท์ที่นิยมใช้ในแวดวงรัฐศาสตร์ปัจจุบัน และขยายความบริบทให้ครอบคลุมถึงสถานการณ์การเมืองในศตวรรษที่ 21 ครับ

Bipartisanship ความร่วมมือข้ามพรรค / ภาวะปรองดองระหว่างพรรค

ความมีเอกภาพและการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองคู่แข่ง (ในบริบทการเมืองสหรัฐอเมริกาหมายถึง พรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน) เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาสำคัญระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง หลักการนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า เมื่อประเทศเผชิญกับวิกฤตการณ์หรือภัยคุกคามร้ายแรง การเมืองแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่าย (Partisanship) จะต้องยุติลงชั่วคราว เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกเห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ดังวาทกรรมทางการเมืองที่โด่งดังของสหรัฐฯ ที่ว่า "การเมืองควรยุติลงที่เส้นเขตแดนของประเทศ" (Politics stops at the water's edge)

ความสำคัญและพัฒนาการในยุคปัจจุบัน:

ระบบรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาถูกออกแบบมาตามหลักการแบ่งแยกอำนาจและตรวจสอบถ่วงดุล (Checks and Balances) ซึ่งบ่อยครั้งก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหาร (ประธานาธิบดี) และฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภาคองเกรส) หากปราศจากความร่วมมือข้ามพรรค นโยบายต่างประเทศอาจกลายเป็นอัมพาตได้ทันที เนื่องจากกระบวนการสำคัญ เช่น การให้สัตยาบันสนธิสัญญาต้องอาศัยเสียงสนับสนุนถึง 2 ใน 3 ของวุฒิสภา หรือการอนุมัติงบประมาณการทหารและการช่วยเหลือต่างประเทศที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภา

เงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เกิดความร่วมมือข้ามพรรคได้สำเร็จคือ พรรคฝ่ายค้านหรือพรรคเสียงข้างน้อยจะต้องรู้สึกว่าตนได้รับ "การปรึกษาหารือ" (Consulted) ในขั้นตอนการกำหนดนโยบายอย่างแท้จริง มิใช่เพียงแค่ "ได้รับแจ้งให้ทราบ" (Informed) ภายหลังจากที่รัฐบาลได้ตัดสินใจไปแล้ว

บริบทในศตวรรษที่ 21: แม้ในอดีตความร่วมมือข้ามพรรคจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและยุคสงครามเย็น แต่ในการเมืองสหรัฐฯ ยุคปัจจุบันซึ่งเผชิญกับ ภาวะแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างรุนแรง (Hyper-polarization) ความปรองดองข้ามพรรคกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่ง อย่างไรก็ตาม ในมิติของนโยบายต่างประเทศ ความร่วมมือข้ามพรรคยังคงปรากฏให้เห็นประปรายในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์แห่งชาติเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกัน เช่น ฉันทามติของทั้งสองพรรคในการดำเนินนโยบายแข็งกร้าวเพื่อรับมือกับการขยายอิทธิพลของจีน (Strategic competition with China) หรือการผ่านกฎหมายสนับสนุนความมั่นคงให้แก่พันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เป็นต้น

=====================

📚 สนใจหนังสือของสำนักพิมพ์ทองใบ  คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ร้านขายหนังสือในMeb Market

หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป

Hashtag แนะนำ

#ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ

#Ebookไทย

#หนังสือดีบอกต่อ

#หนังสือออนไลน์

#MebMarket

#อ่านหนังสือ

#รักการอ่าน

#พัฒนาตนเอง

#ความรู้รอบตัว

#พระพุทธศาสนา

#ประวัติศาสตร์

#เศรษฐศาสตร์

#หนังสือวิชาการ

#หนังสือสารคดี

#Ebookน่าอ่าน

#หนังสือขายดี

#หนังสือแนะนำ

#BookLover

#ThaiEbook

#KnowledgeIsPowe

 

 


Wednesday, October 21, 2009

Agency For International Development (AID)

หน่วยงานพัฒนาระหว่างประเทศ (เอไอดี)

หน่วยงานกึ่งอัตโนมัติที่ปฏิบัติงานเป็นองค์ประกอบหนึ่งของหน่วยงานความร่วมมือระหว่างประเทศ (ไอดีซีเอ) ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1979 เอไอดีขณะนี้ขึ้นตรงต่อผู้อำนวยการของไอดีซีเอ และทำหน้าที่บริหารความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจและด้านเทคนิค โดยประสานโครงการให้ความช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนความมั่นคงและอำนวยการทางด้านเศรษฐกิจของโครงการอาหารเพื่อสันติภาพ หากเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับผู้อำนวยการของไอดีซีเอเกี่ยวกับนโยบายการให้ความช่วยเหลือ ก็ให้ประธานาธิบดีเป็นผู้ตัดสิน

ความสำคัญ นับตั้งแต่ยุคที่ได้มี "แผนมาร์แชล" เป็นต้นมา ได้เกิดปัญหาการจัดระบบความสัมพันธ์ระหว่างโครงการให้ความช่วยเหลือต่างประเทศกับกระทรวงการต่างประเทศ การจัดระบบเกี่ยวกับเรื่องนี้จะมีลักษณะกวัดแกว่ง คือ ทางหนึ่งก็ต้องการให้กระทรวงการต่างประเทศควบคุมนโยบายต่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจ แต่อีกทางหนึ่งก็ไม่ต้องการให้กระทรวงการต่างประเทศ เข้าไปมีส่วนในด้านปฏิบัติการในต่างประเทศของนโยบายดังกล่าว ในทำนองเดียวกันนี้ก็ได้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ทางด้านการบริหารระหว่างโครงการให้ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจกับโครงการให้ความช่วยเหลือทางด้านการทหาร บทบาทของเอไอดีที่อยู่ภายใต้การกำกับของไอดีซีเอนี้มีลักษณะเป็นการประนีประนอม คือ มีบทบาท (1) เน้นใช้แผนพัฒนาระยะยาว (2) รับผิดชอบในเชิงปฏิบัติการ (3) ประสานโครงการให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ ในแต่ละประเทศ เมื่อได้จัดตั้งไอดีซีเอเป็นหน่วยงานอิสระแต่ให้ผู้อำนวยขึ้นต่อรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศเช่นนี้ พวกผู้เชี่ยวชาญทางด้านบริหารเชื่อว่า พวกตนสามารถแก้ปัญหาในเรื่องที่ว่าควรจะเอาเอไอดีไปไว้ที่ไหนได้ ในทางปฏิบัตินั้น ไอดีซีเอและกระทรวงการคลังจะทำงานใกล้ชิดกับ (1) สหประชาชาติ (2) องค์การรัฐอเมริกา (โอเอเอส) (3) กลุ่มธนาคารโลก (ไอบีอาร์ดี) (4) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (5) ธนาคารพัฒนาในระดับภูมิภาคต่าง ๆ ในการให้การสนับสนุนเพื่อให้บรรลุถึงความทันสมัยของประเทศที่กำลังพัฒนา ในช่วงทศวรรษ 1980 เอไอดีมีผู้แทนถาวรประจำอยู่ในประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในแบบทวิภาคีจากสหรัฐอเมริกามีจำนวนถึง88 ประเทศ
==========================


ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Alliance for progress

พันธมิตรเพื่อความก้าวหน้า

โครงการพัฒนาระยะ 10 ปีสำหรับภูมิภาคละตินอเมริกา ที่เสนอแนะโดยประธานธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี และได้รับการจัดตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1961ที่เมืองปุนตา เดล เอสเต ประเทศอุรุกวัย โดยประเทศสาธารณรัฐต่าง ๆ ในทวีปอเมริการทุกประเทศยกเว้นประเทศคิวบา แผนพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้านี้เป็นการรวมพลังความพยายามที่จะสนองความต้องการที่จะสร้างความทันสมัยให้เกิดขึ้นในภูมิภาค โดยวิธีให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันและการช่วยตนเองไปพร้อม ๆ กัน สหรัฐอเมริกาคาดการณ์ไว้ว่าในช่วงที่ดำเนินโครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้าระยะเวลา 10 ปี จะมีเงินทุนจากภาครัฐบาลและภาคเอกชนไหลเข้าไปมีมูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักลงทุนภาคเอกชนของประเทศที่มีทุนเหลือเฟือภายนอกภูมิภาค อย่างไรก็ตามประเทศผู้เข้าร่วมโครงการได้ให้การรับรองว่า ในที่สุดแล้วประเทศในแถบละตินอเมริกาเองก็จะต้องออกเงินสมทบอีก 4 เท่าตัวของเงินจำนวนดังกล่าว เพื่อจะให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ โครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้าเรียกร้องดังนี้ (1) ให้มีการวางแผนในระดับภูมิภาคโดยคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจและสังคมระหว่างรัฐในทวีปอเมริกา และโดยคณะกรรมการพัฒนาระหว่างรัฐในทวีปอเมริกา (2) ให้มีการร่วมมือและมีบูรณาการทางเศรษฐกิจ (3) ให้สร้างเสถียรภาพแก่ราคาสินค้าส่งออก (4) ให้ปฏิรูปที่ดินและภาษี (5) ให้พัฒนาอุตสาหกรรม และ (6) ให้ปรับปรุงสุขอนามัยและโอกาสทางการศึกษา

ความสำคัญ โครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้านี้เข้าลักษณะ ”ท่าดีแต่ทีเหลว”เป็นไปอย่างอืดอาดยืดยาดในท่ามกลางการทะเลาะเบาะแว้งและสาดโคลนเข้าใส่กัน ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็สามารถอธิบายได้ว่า มาจากโครงการ ฯ มีภารกิจกว้างใหญ่ไพศาลเป็นการเรียกร้องให้มีการปฏิวัติทางสังคมและเศรษฐกิจทั่วทั้งทวีปอเมริกาเลยทีเดียว ในสหรัฐอเมริกาการคัดค้านโครงการนี้มาจากพวกที่คัดค้านการให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศ ส่วนในละตินอเมริกาเองพวกหัวเก่าก็ไม่อยากให้มีการปฏิรูปเกิดขึ้น เพราะหากมีการปฏิรูปก็จะทำให้พวกเขาต้องสูญเสียสถานภาพของตนไป ในขณะเดียวกัน ทั่วทั้งพื้นที่ในละตินอเมริกาก็มีอัตราการเพิ่มของประชากรอยู่ในระดับสูงมาก เป็นตัวกระตุ้นให้ต้องดำเนินการสร้างความทันสมัยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ข้างฝ่ายสหรัฐอเมริกาก็ยังคงให้ความช่วยเหลือในระดับปานกลาง ภายในกรอบปรัชญาทั่วไปของโครงการ

===============================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Bipartisanship

ภาวะปรองดองระหว่างสองพรรค

ความมีเอกภาพระหว่างพรรคการเมืองในการแก้ปัญหาสำคัญของนโยบายต่างประเทศสหรัฐ ฯ ภาวะปรองดองระหว่างสองพรรคตั้งอยู่บนรากฐานของแนวความคิดของความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างพรรคการเมืองใหญ่สองพรรค (กล่าวคือ พรรคดีโมแครตและพรรครีพับลิกัน) ในสภาคองเกรส และระหว่างประธานาธิบดีกับหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน สมมติฐานของภาวะการปรองดองระหว่างสองพรรค ก็คือ เมื่อยามที่เกิดอันตรายร้ายแรงต่อชาติ การเมืองในแบบพรรคใครพรรคมันก็จะต้องยุติลงในทันที เพื่อแสดงให้โลกภายนอกได้เห็นว่ามีความปรองดองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ความสำคัญ ภาวะปรองดองระหว่างสองพรรคประสบความสำเร็จในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและในช่วงที่เกิดการแข่งขันกันในสงครามเย็นหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลงใหม่ ๆ ระบบรัฐธรรมนูญของสหรัฐ ฯ ที่เป็นแบบแบ่งแยกอำนาจและมีการคานดุลระหว่างกันนี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติได้ ซึ่งหากว่าไม่มีภาวะปรองดองระหว่างสองพรรคนี้เสียแล้ว ก็จะทำให้นโยบายต่างประเทศเป็นอัมพาตไปได้ ในที่สุดระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ก็จะมีการเลือกระหว่างทางสองแพ่ง คือ หนทางหนึ่งเป็นการยึดหลักการเมืองแบบพรรคใครพรรคมัน กล่าวคือ พรรคใดเป็นฝ่ายค้านพรรคนั้นก็จะทำหน้าที่ค้านอย่างเต็มที่ กับอีกหนทางหนึ่ง คือ ยึดความสามัคคีปรองดองภายในชาติ ที่เป็นประชาธิปไตยน้อยแต่ทว่ามีสมานฉันท์ เพื่อช่วยกันแก้ปัญหานโยบายต่างประเทศ การที่ภาวะปรองดองระหว่างสองพรรคสำเร็จได้นั้น พรรคเสียงข้างน้อยจะต้องเกิดความรู้สึกว่าฝ่ายตนได้รับ "การปรึกษาหารือ" มิใช่เพียง "ได้รับการแจ้งให้ทราบ" เกี่ยวกับการตัดสินใจในนโยบาย
==========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Bricker Amendment

บริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์

ข้อเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ที่เสนอในสภาครองเกรสโดยวุฒิสมาชิก จอห์น บริกเกอร์ แห่งมลรัฐ โอไฮโอ เมื่อปี ค.ศ. 1953 และปี ค.ศ. 1954 ข้อเสนอในบริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์มีวัตถุประสงค์ดังนี้ (1) เพื่อเสริมสร้างบทบาทของสภาครองเกรสในการทำสนธิสัญญา (2) เพื่อจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการบรรลุข้อตกลงฝ่ายบริหาร และ (3) เพื่อสร้างหลักประกันว่ารัฐธรรมนูญมีความสำคัญเหนือกว่าบทบัญญัติของสนธิสัญญาใด ๆ ข้อเสนอนี้มีอันตกไปเพราะขาดเสียงสนับสนุนไปเสียงหนึ่งทำให้มีคะแนนเสียงไม่ถึงสองในสามในวุฒิสภา

ความสำคัญ บริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์ คือ ฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการชิงดีชิงเด่นกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ในอันที่จะควบคุมความสัมพันธ์ต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา พวกที่ให้การสนับสนุน บริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์ มีแรงกระตุ้นจากความกลัวว่าประธานาธิบดีจะทำสนธิสัญญาที่มีบทบัญญัติขัดกับรัฐธรรมนูญเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในกรณี มิสซูรีกับฮอลแลนด์ เมื่อ ค.ศ.1920 นอกจากนั้นแล้ว ข้อเสนอบริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์นี้ก็ยังสะท้อนให้เห็นความไม่พอใจในข้อตกฝ่ายบริหารในระหว่างสงครามที่กระทำกันที่ยัลตาและปอตสดัมเมื่อปี ค.ศ. 1945 กับสะท้อนให้เห็นผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของสหประชาชาติในการบังคับใช้ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เป็นต้น หากข้อเสนอบริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์กระทำได้สำเร็จก็หมายถึงการกลับแนวโน้มทางประวัติศาสตร์ไปจากเดิมที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้นำในกิจการต่างประเทศ รัฐบัญญัติ "เคสแอ็คท์" ปี ค.ศ. 1972 และรัฐบัญญัติ "วอร์พาวเวอร์สแอ็คท์" ปี ค.ศ. 1973 เป็นตัวอย่างของความพยายามของฝ่ายสภาครองเกรสที่จะปรับปรุงดุลอำนาจการตัดสินใจในกิจการระหว่างประเทศ โดยที่รัฐบัญญัติเคสแอ็คท์กำหนดให้ประธานาธิบดีจะต้องแจ้งข้อตกลงทางบริหารทุกอย่างที่ประธานาธิบดีกระทำให้สภาครองเกรสได้ทราบ ส่วนวอร์พาวเวอร์สแอ็คท์ก็เป็นความพยายามที่จะจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการใช้กำลังทางทหาร

============================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Camp David Accords

ข้อตกลงแคมป์ เดวิด

กรอบของข้อตกลงเพื่อ "การฟื้นสัมพันธไมตรี " ระหว่างอียิปต์กับอิสราเอล เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1978 ประเทศเพื่อนบ้านในตะวันออกกลางสองชาตินี้อยู่ในภาวะสงครามระหว่างกัน มีการต่อสู้กันบ้างเป็นครั้งคราวนับแต่มีการตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ. 1948 ประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ มีความเห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะระงับข้อพิพาทระหว่างอาหรับกับอิสราเอลให้เกิดสันติภาพขึ้นมาได้ ประธานาธิบดีคาร์เตอร์เห็นสิ่งบอกเหตุนี้จากการที่ประธานาธิบดีอันวาร์ เอล-ซาดัตแห่งอียิปต์เดินทางไปเยือนกรุงเยรูซาเลมในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1977 จึงมีความคิดว่าน่าจะให้ประธานาธิบดีอัลวาร์ เอล-ซาดัตกับนายกรัฐมนตรีเมนาฮิม เบกิน แห่งอิสราเอลได้มาพบปะเจรจาแก้ปัญหาร่วมกันเสียเลย ประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ ได้ใช้ประโยชน์จากการที่ประเทศทั้งสองมีความเชื่อถือในสหรัฐอเมริกาทำหน้าที่เป็นคนกลางที่จะช่วยไกล่เกลี่ยและทำการกดดันอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะให้ทั้งสองฝ่ายทำความตกลงแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างกัน ข้อตกลงแคมป์ เดวิดนี้นำไปสู่สนธิสัญญาสันติภาพเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 1979 ช่วยให้สงครามที่ทำกันมาถึง 30 ปียุติลงได้


ความสำคัญ ข้อตกลงแคมป์ เดวิดเป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นบทบาทของหัวหน้าฝ่ายบริหารของสหรัฐอเมริกาในฐานะที่เป็นหัวหน้านักการทูตและหัวหน้าผู้ดำเนินการนโยบายต่างประเทศ จากผลของข้อตกลงและสนธิสัญญาสันติภาพ อิสราเอลได้รับการรับรองเป็นทางการครั้งแรกจากรัฐอาหรับรัฐหนึ่ง พร้อมกับที่ได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ส่วนอียิปต์ก็ได้แหลมซีนายคืนและสามารถปลดเปลื้องตัวเองจากภาระเศรษฐกิจอันเกิดจากภาวะสงครามที่ยืดเยื้อได้ ข้างฝ่ายสหรัฐอเมริกาก็มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอียิปต์และได้เข้าไปใช้สิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของประเทศอียิปต์ ทำให้สหรัฐเข้าไปมีอิทธิพลทางทหารในตะวันออกกลางได้ สหรัฐอเมริกาได้ให้การสนับสนุนข้อตกลงแคมป์ เดวิดและสนธิสัญญาสันติภาพ ด้วยการให้เงินช่วยเหลือแต่ละฝ่ายเป็นจำนวนหลายพันล้านดอลล่าร์ ส่วนสหภาพโซเวียตถูกกีดกันไม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในข้อตกลงและไม่ให้ขัดขวางความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศอาหรับกับอิสราเอล อย่างไรก็ตามข้อตกลงแคมป์ เดวิคไม่สามารถขยายกระบวนการสันติภาพในตะวันออกกลางออกไปได้ เนื่องจากไม่สามารถนำรัฐอาหรับอื่น ๆ มาสู่โต๊ะเจรจาได้
=========================


ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Caribbean Basin Initiative (CBI)

โครงการริเริ่มลุ่มทะเลคาริบเบียน(ซีบีไอ)

โครงการของสหรัฐอเมริกา เพื่อพัฒนาคุณค่าประชาธิปไตยและเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีที่มีเสถียรภาพในแถบกลุ่มประเทศลุ่มทะเลคาริบเบียน ซึ่งประกาศเป็นโครงการโดยประธานาธิบดีไรนัลด์ เรแกนในที่ประชุมขององค์การรัฐในทวีปอเมริกา (โอเอเอส) เมื่อปี ค.ศ. 1982 สภาครองเกสของสหรัฐ ฯ ได้ตรากฎหมายว่าด้วยการปลอดภาษีและผลประโยชน์ด้านภาษีของซีบีไอนี้ไว้ใน "รัฐบัญญัติการฟื้นฟูเศรษฐกิจของลุ่มทะเลคาริบเบียน" ปี ค.ศ. 1983 โครงการซีบีไอมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 12 ปี โดยเริ่มตั้งปี ค.ศ. 1984 มีขอบข่ายโครงการครอบคลุม 22 ประเทศ ข้อกำหนดของโครงการที่ว่าด้วยการปลอดภาษีนั้น ได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาโดยผ่านทางความหลากหลายของสินค้าขาออก ส่วนข้อกำหนดที่ว่าด้วยผลประโยชน์ทางด้านภาษีนั้นได้ให้การสนับสนุนให้มีการลงทุนต่างประเทศภาคเอกชนของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคดังกล่าว

ความสำคัญ โครงการซีบีไอเพื่อเสถียรภาพทางการเมืองและเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคกลุ่มทะเลคาริบเบียนนี้มีความสำคัญต่อประชาชนชาวอเมริกัน ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของการค้าของสหรัฐทั้งหมดรวมทั้งการนำเข้านำ้มันเกือบทั้งหมดจะต้องขนส่งผ่านเส้นทางการเดินเรือในแถบทะเลคาริบเบียนนี้ การสร้างงานให้แก่ประชาชนที่อยู่ในภูมิภาคดังกล่าวนี้มีวัตถุประสงค์จะลดภาวะการว่างงานของคนภายในภูมิภาคนี้ ที่มีอยู่สูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ อันเป็นเหตุให้เป็นภูมิภาคที่มีคนหลบหนีเข้าไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาใหญ่อันเป็นอันดับสองของโลก นอกจากนี้แล้วภูมิภาคคาริบเบียนนี้ก็ยังเป็นตลาดสำหรับสินค้าออกที่สำคัญแห่งหนึ่งของสหรัฐ ฯ คือ เป็นตลาดใหญ่เป็นอันดับเจ็ดของโลกเลยทีเดียว สินค้าส่งออกของสหรัฐที่ส่งเข้าไปขายในภูมิภาคแห่งนี้มีมูลค่าทั้งสิ้น 6.3 พันล้านดอลล่าร์ คือ เป็นจำนวนที่มากกว่าสินค้าขาออกที่สหรัฐฯส่งไปขายในสหภาพโซเวียตและประเทศในยุโรปตะวันออกรวมกัน หรือมากกว่าสินค้าขาออกที่สหรัฐฯส่งไปขายทุกประเทศในทวีปอเมริกา หรือมากกว่าสินค้าออกที่สหรัฐ ฯ ส่งไปขายในฝรั่งเศส หรืออิตาลีเสียอีก การให้ความสนับสนุนด้านดุลการชำระเงิน การให้ความช่วยเหลือทางด้านการพัฒนา และการให้ความช่วยเหลือทางด้านโภคภัณฑ์จากสหรัฐฯก็ดี การได้รับความช่วยเหลือทางด้านพลังงานราคาถูกจากเม็กซิโกและเวเนซุเอลากับจากโครงการตลาดเสรีของแคนนาดาต่อประเทศเครือไพบูลย์แห่งคาริบเบียนก็ดี ได้ช่วยให้ดินแดนแถบนี้เกิดการพัฒนาด้านต่าง ๆ แม้ว่าปัญหาการขาดดุลทางงบประมาณของสหรัฐ ฯ จะทำให้สหรัฐ ฯ ให้ความช่วยเหลือไม่ได้เต็มที่แต่ก็ได้ช่วยให้ดินแดนแถบนี้มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยทั่วภูมิภาคถึง 2 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประชากรทั่วทั้งภูมิภาคยังคงเติบโต 2.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปีอยู่ต่อไป
=======================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Case Act of 1972

รัฐบัญญัติเคสแอ็คส์ ปี ค.ศ. 1972

รัฐบัญญัติที่เสนอโดยวุฒิสมาชิกคลิฟฟอร์ดเคส (จากรัฐนิวเจอร์ซี) ซึ่งมีข้อกำหนดให้ประธานาธิบดีต่อยื่นต้นฉบับของข้อตกลงฝ่ายบริหารทั้งปวงต่อสภาครองเกส หากประธานาธิบดีพิจารณาเห็นว่าการเปิดเผยบทบัญญัติในข้อตกลงฝ่ายบริหารดังกล่าวจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติกฎหมายก็ได้ให้สิทธิแก่ประธานาธิบดีที่จะไม่เปิดเผยความลับนี้ได้ อย่างไรก็ตามต้นฉบับของข้อตกลงดังกล่าวจะต้องส่งมอบให้แก่คณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์วุฒิสภาและแก่คณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศสภาผู้แทนนี้เท่านั้น รัฐบัญญัติเคสแอ็คส์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันฝ่ายบริหารมิให้ปกปิดฝ่ายนิติบัญญัติในเรื่องข้อผูกพันต่างประเทศโดยใช้วิธีการทำข้อตกลงฝ่ายบริหารแทนที่จะใช้กระบวนการทางสนธิสัญญา

ความสำคัญ รัฐบัญญัติเคสแอ็คส์เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันชิงดีชิงเด่นระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติที่ถูกสร้างขึ้นมาในการบริหารบ้านเมืองโดยระบบแบ่งแยกอำนาจและหลักการคานและดุลอำนาจ เมื่อปี ค.ศ. 1954 ข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ "บริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์" ที่ต้องการจำกัดอำนาจทำสนธิสัญญาของประธานาธิบดีมีอันตกไปเพราะขาดเสียงสนับสนุนหนึ่งเสียง ทำให้มีคะแนนเสียงไม่ถึงสองในสามของวุฒิสภาได้ อย่างไรก็ตามจากการที่ได้ประกาศยกเลิกมติอ่าวตังเกี๋ยในปี ค.ศ. 1970 ก็ดี จากการที่ได้ผ่านรัฐบัญญัติเคสแอ็คส์ปี ค.ศ. 1973 และรัฐบัญญัติวอร์พาวเวอร์แอ็คท์ ในปี ค.ศ. 1973 ก็ดี ล้วนแต่เป็นตัวอย่างของความพยายามของฝ่ายสภาครองเกรสที่จะยับยั้งการขยายอำนาจฝ่ายบริหารและเชิดชูบทบาทของสภาครองเกสในด้านนโยบายต่างประเทศ พลังของบทบาทนั้นยังจะต้องคอยทดสอบกันต่อไป ข้างฝ่ายศาลก็ไม่ต้องการจะยุ่งเกี่ยวกับการแข่งขันระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัตินี้ โดยมองว่าเป็นปัญหาทางการเมืองมิใช่ปัญหาการตัดสินข้อพิพาททางศาลแต่อย่างใด ในขณะเดียวกันการควบคุมของประธานาธิบดีในกิจการต่างประเทศอย่างสำคัญก็ยังคงมีต่อไปไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
==========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Central Intelligence Agency (CIA)

หน่วยงานข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ)

หน่วยงานข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) คือ หน่วยงานหลักของรัฐบาลกลางที่ทำหน้าที่รวบรวมและตีค่าข้อมูลที่รวบรวมมาได้โดยทุกหน่วยของชุมชนข่าวกรองแห่งชาติ หน่วยงานข่าวกรองกลางซึ่งก่อตั้งขึ้นมาโดยรัฐบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติปี ค.ศ. 1947 นี้ เป็นหน่วยงานขึ้นตรงต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เอ็นเอสซี) และต่อประธานาธิบดี แม้ว่าโดยทางกฎหมายผู้อำนวยการฝ่ายพลเรือนของหน่วยงานข่าวกรองกลางจะมิได้เป็นสมาชิกของสภาความมั่นคงแห่งชาติ แต่ตามปกติแล้วจะเข้าประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติตามคำเชิญของประธานาธิบดี นอกจากจะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานรับและตีความข้อมูลแล้ว ซีไอเอก็ยังทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลข่าวกรองและทำการปฏิบัติการในทางลับต่าง ๆอีกด้วย

ความสำคัญ หน่วยงานข่าวกรองกลางทำหน้าที่เป็นเครื่องมือหลักของรัฐบาลสหรัฐ ฯ ในการปฏิบัติการลับในต่างประเทศ การปฏิบัติการและการตีค่าของซีไอเอในด้านข่าวกรองมีผลกระทบต่อการตกลงใจในนโยบายของผู้กำหนดนโยบายระดับสูงเป็นอย่างยิ่ง แต่จากการที่ซีไอเอได้เข้าไปแทรกแซงล้วงความลับทั้งที่เป็นเรื่องกิจการภายในและกิจการต่างประเทศทั้งในภาครัฐบาลและของภาคเอกชน ก็จึงเกิดการโต้เถียงทางการเมืองว่าควรจะได้ทำการควบคุมหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่นำมาถกเถียงกัน ก็คือ หากซีไอเอซึ่งเป็นผู้รวบรวมข้อมูลมีบทบาทสำคัญเป็นผู้กระทำทางการทูตเองเสียแล้ว จะทำให้ทำเนียบขาวและกระทรวงการต่างประเทศทำการควบคุมนโยบายต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิผลหรือไม่
=======================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Google