Google

Friday, September 4, 2026

The Dictionary of International Relations Terms is now available as an Ebook on Meb.




 

 พจนานุกรมศัพท์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลายรายวิชา อ่านแบบEbook ได้แล้วที่meb 


The Dictionary of International Relations Terms is now available as an Ebook on Meb.

https://www.mebmarket.com/p/thongbai

The Dictionary of International Relations Terms is now available as an Ebook on Meb.




พจนานุกรมศัพท์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลายรายวิชา อ่านแบบEbook ได้แล้วที่meb 


The Dictionary of International Relations Terms is now available as an Ebook on Meb.

https://www.mebmarket.com/p/thongbai

 

Thursday, September 3, 2026

พจนานุกรมศัพท์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลายรายวิชา อ่านแบบEbook ได้แล้วที่meb

 



พจนานุกรมศัพท์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลายรายวิชา อ่านแบบEbook ได้แล้วที่meb  https://www.mebmarket.com/p/thongbai

Tuesday, September 1, 2026

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา English-Thai Dictionary of American Foreign Policy อ่านแบบE-Book ได้แล้วที่ meb

 


พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา  American Foreign Policy Dictionary 
อ่านแบบ
E-Book ได้แล้วที่ meb 

ร้านค้าของสำนักพิมพ์ทองใบในMeb:


Monday, July 27, 2026

#พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา American Foreign Policy Dictionary

Thumbnail Seller Link
พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา American Foreign Policy Dictionary
พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร
www.mebmarket.com
พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา โดย : พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร คำโปรย เข้าใจ “นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา” อย่า...
Get it now
=========================================== 📚 สนใจหนังสือเล่มนี้? คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์สินค้า “Get it now” หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป Hashtag แนะนำ #ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ #Ebookไทย #หนังสือดีบอกต่อ #หนังสือออนไลน์ #MebMarket #อ่านหนังสือ #รักการอ่าน #พัฒนาตนเอง #ความรู้รอบตัว #พระพุทธศาสนา #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐศาสตร์ #หนังสือวิชาการ #หนังสือสารคดี #Ebookน่าอ่าน #หนังสือขายดี #หนังสือแนะนำ #BookLover #ThaiEbook #KnowledgeIsPowe

Sunday, July 19, 2026

#พจนานุกรมฉบับปรับปรุง คำศัพท์ "Alliance for Progress"

 



นี่คือการปรับปรุงและสร้างความทันสมัยให้กับเนื้อหาพจนานุกรมคำศัพท์ "Alliance for Progress" ครับ โดยผมได้ปรับสำนวนให้มีความเป็นวิชาการและเป็นกลางมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มบริบทและบทสรุปทางประวัติศาสตร์เพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างครบถ้วนในมุมมองปัจจุบัน

Alliance for Progress (Alianza para el Progreso) พันธมิตรเพื่อความก้าวหน้า

อดีตโครงการความร่วมมือและการพัฒนาระยะ 10 ปีสำหรับภูมิภาคละตินอเมริกา ซึ่งริเริ่มโดยประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี แห่งสหรัฐอเมริกา และได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 1961 ที่เมืองปุนตาเดลเอสเต ประเทศอุรุกวัย โดยมีรัฐในทวีปอเมริกาเข้าร่วมทุกประเทศยกเว้นคิวบา

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ (โดยเฉพาะอิทธิพลจากคิวบา) ด้วยการสร้างความทันสมัยและการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ผ่านการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สหรัฐฯ คาดการณ์ว่าในช่วง 10 ปีของโครงการ จะมีเม็ดเงินลงทุนจากภาครัฐและเอกชนภายนอกภูมิภาคไหลเข้าไปประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเงื่อนไขว่าประเทศในละตินอเมริกาจะต้องระดมทุนสมทบภายในภูมิภาคให้ได้อีก 4 เท่าตัว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลัก 6 ประการ ได้แก่:

  1. การวางแผนระดับภูมิภาค: ดำเนินการโดยคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมระหว่างรัฐในทวีปอเมริกา และคณะกรรมการพัฒนาระหว่างอเมริกา

  2. การบูรณาการทางเศรษฐกิจ: ส่งเสริมความร่วมมือและรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

  3. การสร้างเสถียรภาพด้านราคา: ควบคุมราคาสินค้าส่งออกหลักของภูมิภาคไม่ให้ผันผวน

  4. การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง: ผลักดันการปฏิรูปที่ดินทำกินและระบบภาษีอากรให้มีความเป็นธรรม

  5. การพัฒนาอุตสาหกรรม: ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ

  6. การพัฒนาคุณภาพชีวิต: ปรับปรุงระบบสาธารณสุข สุขอนามัย และขยายโอกาสทางการศึกษา

ความสำคัญและบทสรุปทางประวัติศาสตร์: ในท้ายที่สุด โครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้ามักถูกประเมินโดยนักรัฐศาสตร์ประวัติศาสตร์ว่า "ประสบความล้มเหลวในทางปฏิบัติ" แม้จะมีเจตนารมณ์ที่ยิ่งใหญ่ แต่การดำเนินงานกลับเป็นไปอย่างล่าช้าและเผชิญอุปสรรคอย่างหนัก สาเหตุหลักมาจากขอบเขตภารกิจที่กว้างใหญ่เกินไป ซึ่งเทียบเท่ากับการเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมทั่วทั้งทวีป

ปัจจัยที่ทำให้โครงการไม่บรรลุเป้าหมายประกอบด้วย:

  • การต่อต้านจากภายใน: กลุ่มชนชั้นนำและกลุ่มอนุรักษนิยมในละตินอเมริกาต่อต้านการปฏิรูปที่ดินและภาษีอย่างรุนแรง เนื่องจากเกรงว่าจะสูญเสียอำนาจและสถานภาพของตน

  • บริบททางการเมือง: ในช่วงทศวรรษ 1960-1970 เกิดการรัฐประหารและรัฐบาลทหารขึ้นหลายแห่งในละตินอเมริกา ซึ่งสหรัฐฯ เองก็มักจะเลือกสนับสนุนรัฐบาลทหารเหล่านั้นเพื่อรักษาความมั่นคงตามนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ มากกว่าจะกดดันให้เกิดการปฏิรูปประชาธิปไตยตามเจตนารมณ์เดิมของโครงการ

  • ปัญหาประชากร: อัตราการเติบโตของประชากรในภูมิภาคที่สูงมากได้หักล้างผลสัมฤทธิ์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทำได้

  • การเปลี่ยนทิศทางของสหรัฐฯ: หลังจากการลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี รัฐบาลชุดต่อๆ มาของสหรัฐฯ ได้ลดความสำคัญของโครงการนี้ลง และหันไปทุ่มเททรัพยากรให้กับสงครามเวียดนามแทน

โครงการนี้จึงค่อยๆ ยุติบทบาทลงในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ทิ้งไว้เพียงตัวอย่างของการใช้นโยบายความช่วยเหลือต่างประเทศที่ตั้งเป้าหมายในอุดมคติ แต่ขัดแย้งกับความเป็นจริงทางการเมืองเชิงโครงสร้างทั้งในและต่างประเทศ


==================================


📚 สนใจหนังสือของสำนักพิมพ์ทองใบ  คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ร้านขายหนังสือในMeb Market

หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป

Hashtag แนะนำ

#ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ

#Ebookไทย

#หนังสือดีบอกต่อ

#หนังสือออนไลน์

#MebMarket

#อ่านหนังสือ

#รักการอ่าน

#พัฒนาตนเอง

#ความรู้รอบตัว

#พระพุทธศาสนา

#ประวัติศาสตร์

#เศรษฐศาสตร์

#หนังสือวิชาการ

#หนังสือสารคดี

#Ebookน่าอ่าน

#หนังสือขายดี

#หนังสือแนะนำ

#BookLover

#ThaiEbook

#KnowledgeIsPowe

 

 


พจนานุกรมฉบับปรับปรุง# คำศัพท์ United States Agency for International Development (USAID)

 



นี่คือการปรับปรุงและสร้างความทันสมัยให้กับเนื้อหาพจนานุกรมคำศัพท์ดังกล่าว โดยปรับแก้ข้อมูลให้สอดคล้องกับโครงสร้างองค์กรในปัจจุบัน บริบททางการเมืองระหว่างประเทศยุคใหม่ และเปลี่ยนชื่อเรียกให้ถูกต้องตามที่ทั่วโลกใช้ในปัจจุบันครับ

United States Agency for International Development (USAID) องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา (ยูเอสเอไอดี)

หน่วยงานอิสระของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาที่รับผิดชอบหลักในการบริหารจัดการความช่วยเหลือด้านพลเรือน มนุษยธรรม และการพัฒนาในต่างประเทศ (ในอดีตมักเรียกย่อว่า AID) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1961 ตามพระราชบัญญัติความช่วยเหลือต่างประเทศ

เดิมทีในช่วงปี ค.ศ. 1979 หน่วยงานนี้เคยถูกจัดให้อยู่ภายใต้ทบวงความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development Cooperation Agency - IDCA) แต่ในปัจจุบัน IDCA ได้ถูกยุบเลิกไปแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999 ตามกฎหมายปฏิรูปโครงสร้างกระทรวงการต่างประเทศ ปัจจุบัน USAID ดำเนินงานในฐานะหน่วยงานอิสระ แต่ผู้บริหารสูงสุด (Administrator) จะต้องรายงานและรับแนวนโยบายด้านการต่างประเทศโดยตรงจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (Secretary of State) ภารกิจหลักในปัจจุบันครอบคลุมตั้งแต่การสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมประชาธิปไตย สาธารณสุขระดับโลก การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบรรเทาทุกข์จากภัยพิบัติ (รวมถึงการสานต่อเจตนารมณ์ของโครงการอาหารเพื่อสันติภาพ)

ความสำคัญ: นับตั้งแต่รากฐานในยุคที่ได้มี "แผนมาร์แชลล์" เป็นต้นมา โครงสร้างการบริหารความช่วยเหลือต่างประเทศของสหรัฐฯ เผชิญกับความท้าทายในการสร้างสมดุลมาโดยตลอด คือการทำให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถกำหนดทิศทางนโยบายได้ โดยที่หน่วยงานให้ความช่วยเหลือยังคงมีความคล่องตัวในเชิงปฏิบัติการ ในอดีต (เช่น ยุคทศวรรษ 1980) การนำหน่วยงานไปผูกกับ IDCA ถือเป็นการประนีประนอม แต่ในปัจจุบันปัญหาความทับซ้อนดังกล่าวได้รับการแก้ไขแล้วผ่านการบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่าง USAID และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อแยกความช่วยเหลือด้านการพัฒนาออกจากความช่วยเหลือทางทหารอย่างชัดเจน แต่ยังคงสอดคล้องกับเป้าหมายความมั่นคงแห่งชาติ

ในศตวรรษที่ 21 บทบาทของ USAID ได้เปลี่ยนผ่านจากบริบทยุคสงครามเย็นมาสู่วาระการพัฒนาระดับโลกสมัยใหม่ ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและเทคนิคของ USAID ถือเป็นกลไกสำคัญในการใช้ "อำนาจอ่อน (Soft Power)" ของสหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างเสถียรภาพและแข่งขันกับอิทธิพลของมหาอำนาจอื่นในเวทีโลก ตลอดจนรับมือกับความท้าทายข้ามพรมแดนใหม่ ๆ

ในทางปฏิบัติ USAID ยังคงทำงานร่วมกับองค์การระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เช่น สหประชาชาติ (UN) องค์การรัฐอเมริกัน (OAS) ธนาคารโลก (World Bank) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ตลอดจนธนาคารเพื่อการพัฒนาในภูมิภาคต่าง ๆ และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ปัจจุบัน USAID มีสำนักงานและตัวแทนปฏิบัติงานอยู่ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก เพื่อผลักดันให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว


==================================

📚 สนใจหนังสือของสำนักพิมพ์ทองใบ  คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ร้านขายหนังสือในMeb Market

หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป

Hashtag แนะนำ

#ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ

#Ebookไทย

#หนังสือดีบอกต่อ

#หนังสือออนไลน์

#MebMarket

#อ่านหนังสือ

#รักการอ่าน

#พัฒนาตนเอง

#ความรู้รอบตัว

#พระพุทธศาสนา

#ประวัติศาสตร์

#เศรษฐศาสตร์

#หนังสือวิชาการ

#หนังสือสารคดี

#Ebookน่าอ่าน

#หนังสือขายดี

#หนังสือแนะนำ

#BookLover

#ThaiEbook

#KnowledgeIsPowe

 

 


#พจนานุกรมฉบับปรับปรุง คำศัพท์ "Camp David Accords"

 



นี่คือการปรับปรุงและสร้างความทันสมัยให้กับเนื้อหาพจนานุกรมคำศัพท์ "Camp David Accords" โดยมีการปรับแก้การสะกดชื่อบุคคลให้ถูกต้องตามหลักสากล ปรับสำนวนให้มีความเป็นรัฐศาสตร์เชิงวิชาการมากขึ้น และเพิ่มบริบทผลกระทบสืบเนื่องจนถึงยุคปัจจุบันเพื่อให้เนื้อหามีความสมบูรณ์แบบครับ

Camp David Accords ข้อตกลงแคมป์เดวิด

กรอบความตกลงสันติภาพระหว่างประเทศอียิปต์และอิสราเอล ซึ่งบรรลุผลสำเร็จเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1978 หลังจากการเจรจาอย่างลับๆ ตลอด 12 วัน ณ บ้านพักตากอากาศประจำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (แคมป์เดวิด) รัฐแมริแลนด์

ข้อตกลงนี้เป็นผลมาจากความพยายามทางการทูตของประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) แห่งสหรัฐฯ ที่เล็งเห็นโอกาสในการยุติความขัดแย้งและสภาวะสงครามระหว่างชาติอาหรับกับอิสราเอลที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 ประธานาธิบดีคาร์เตอร์อาศัยแรงเหวี่ยงทางการเมืองจากการเดินทางเยือนกรุงเยรูซาเลมครั้งประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีอันวาร์ ซาดัต (Anwar Sadat) แห่งอียิปต์ ในปี ค.ศ. 1977 เพื่อดึงให้ซาดัตและนายกรัฐมนตรีเมนาเฮม เบกิน (Menachem Begin) แห่งอิสราเอล มาเปิดการเจรจาโดยตรง

สหรัฐอเมริกาได้ใช้ความน่าเชื่อถือของตนในฐานะ "ผู้ไกล่เกลี่ยคนกลาง" (Honest Broker) ดำเนินการกดดันและให้หลักประกันอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การลงนามใน "สนธิสัญญาสันติภาพอียิปต์-อิสราเอล" อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1979 ซึ่งช่วยยุติสภาวะสงครามอันยาวนานกว่า 30 ปีระหว่างสองชาติลงได้สำเร็จ

ความสำคัญและบทสรุปเชิงยุทธศาสตร์: ข้อตกลงแคมป์เดวิดถือเป็นผลงานชิ้นเอกทางการทูตที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจและบทบาทของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในฐานะ "หัวหน้านักการทูต" (Chief Diplomat) อย่างเด่นชัด ผลลัพธ์ของข้อตกลงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ ดังนี้:

  1. การรับรองทางการทูต (Diplomatic Recognition): อียิปต์กลายเป็นชาติอาหรับชาติแรกที่ให้การรับรองสถานะความเป็นรัฐของอิสราเอลอย่างเป็นทางการ และสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเต็มรูปแบบต่อกัน

  2. การคืนดินแดน: อียิปต์ได้รับคาบสมุทรไซนาย (Sinai Peninsula) คืนจากอิสราเอล ทำให้รัฐบาลไคโรสามารถปลดเปลื้องภาระทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งทางทหารที่ยืดเยื้อได้

  3. การพลิกขั้วอำนาจในยุคสงครามเย็น: สหรัฐอเมริกาสามารถดึงอียิปต์ออกจากวงโคจรอิทธิพลของสหภาพโซเวียตได้อย่างเด็ดขาด ทำให้สหรัฐฯ ขยายอิทธิพลทางยุทธศาสตร์และสามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลางได้อย่างมั่นคง

  4. การทูตที่ขับเคลื่อนด้วยความช่วยเหลือ (Foreign Aid Diplomacy): สหรัฐฯ เป็นผู้ค้ำประกันข้อตกลงนี้ด้วยการมอบเงินช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ทั้งอียิปต์และอิสราเอลเป็นประจำทุกปี ซึ่งเป็นข้อผูกพันที่ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงศตวรรษที่ 21

บริบทเพิ่มเติมในยุคปัจจุบัน: แม้ข้อตกลงแคมป์เดวิดจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในระดับทวิภาคี แต่ในระยะแรกกลับสร้างความโกรธแค้นอย่างหนักในโลกอาหรับ ทำให้อียิปต์ถูกขับออกจากสันนิบาตอาหรับชั่วคราว และเป็นชนวนเหตุให้ประธานาธิบดีซาดัตถูกลอบสังหารในปี ค.ศ. 1981 นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาปาเลสไตน์ได้อย่างเบ็ดเสร็จตามที่คาดหวัง อย่างไรก็ตาม แคมป์เดวิดได้กลายเป็น "แบบแผนบรรทัดฐาน" สำหรับกระบวนการสันติภาพในตะวันออกกลางในยุคต่อมา เช่น สนธิสัญญาสันติภาพอิสราเอล-จอร์แดน (ค.ศ. 1994) และข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ในเวลาต่อมา


=============================



📚 สนใจหนังสือของสำนักพิมพ์ทองใบ  คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ร้านขายหนังสือในMeb Market

หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป

Hashtag แนะนำ

#ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ

#Ebookไทย

#หนังสือดีบอกต่อ

#หนังสือออนไลน์

#MebMarket

#อ่านหนังสือ

#รักการอ่าน

#พัฒนาตนเอง

#ความรู้รอบตัว

#พระพุทธศาสนา

#ประวัติศาสตร์

#เศรษฐศาสตร์

#หนังสือวิชาการ

#หนังสือสารคดี

#Ebookน่าอ่าน

#หนังสือขายดี

#หนังสือแนะนำ

#BookLover

#ThaiEbook

#KnowledgeIsPowe

 

 


#พจนานุกรมปรับปรุง คำศัพท์ "Bricker Amendment"

 



นี่คือการปรับปรุงและสร้างความทันสมัยให้กับเนื้อหาพจนานุกรมคำศัพท์ "Bricker Amendment" โดยผมได้แก้ไขคำผิด (เช่น สภาครองเกรส เป็น สภาคองเกรส) ปรับสำนวนกฎหมายและการเมืองให้ถูกต้องตามหลักวิชาการปัจจุบัน และเพิ่มบริบทเชื่อมโยงให้เห็นภาพพลวัตทางอำนาจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ

Bricker Amendment ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญบริกเกอร์

ร่างเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำเสนอต่อสภาคองเกรสโดยวุฒิสมาชิก จอห์น บริกเกอร์ (John Bricker) จากรัฐโอไฮโอ ในช่วงปี ค.ศ. 1953 และ 1954 ร่างแก้ไขฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ:

  1. เสริมสร้างบทบาทของสภาคองเกรส ในกระบวนการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ

  2. จำกัดอำนาจของประธานาธิบดี ในการทำข้อตกลงฝ่ายบริหาร (Executive Agreements) ซึ่งเป็นช่องทางที่ประธานาธิบดีมักใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการขอสัตยาบันจากวุฒิสภา

  3. สร้างหลักประกันความเป็นกฎหมายสูงสุด เพื่อยืนยันว่ารัฐธรรมนูญสหรัฐฯ มีศักดิ์และสิทธิเหนือกว่าบทบัญญัติของสนธิสัญญาระหว่างประเทศใด ๆ

ในท้ายที่สุด ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้มีอันต้องตกไปอย่างเฉียดฉิว โดยขาดเสียงสนับสนุนเพียงเสียงเดียวที่จะทำให้ได้คะแนนเสียงถึงสองในสาม (2/3) ในวุฒิสภาตามกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ความสำคัญและบริบททางประวัติศาสตร์: ร่างแก้ไขบริกเกอร์คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ (Institutional Rivalry) ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ในการควบคุมทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา

แรงผลักดันเบื้องหลังร่างแก้ไขนี้มาจากฝ่ายอนุรักษนิยมที่หวาดระแวงว่า รัฐบาลกลางจะใช้อำนาจการทำสนธิสัญญาเพื่อก้าวล่วงอำนาจของมลรัฐและละเมิดสิทธิพลเมือง (ดังที่เคยเกิดข้อกังวลทางข้อกฎหมายในคดีประวัติศาสตร์ Missouri v. Holland เมื่อปี ค.ศ. 1920) นอกจากนี้ยังเป็นผลมาจากความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของฝ่ายบริหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เช่น การทำข้อตกลงลับที่ยัลตา (Yalta) และปอตสดัม (Potsdam) ในปี ค.ศ. 1945 ตลอดจนความกังวลต่อผลผูกพันทางกฎหมายจากองค์การสหประชาชาติ (UN) โดยเฉพาะปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

หากร่างแก้ไขบริกเกอร์ผ่านความเห็นชอบ จะถือเป็นการพลิกประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง โดยเปลี่ยนแกนอำนาจนำในกิจการต่างประเทศจากประธานาธิบดีกลับไปสู่รัฐสภา

แม้ร่างแก้ไขนี้จะล้มเหลว แต่ความพยายามของสภาคองเกรสในการทวงคืนดุลอำนาจยังคงดำเนินต่อไปในทศวรรษต่อมา ส่งผลให้เกิดกฎหมายสำคัญที่ใช้ควบคุมฝ่ายบริหารจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ รัฐบัญญัติเคส (Case Act ค.ศ. 1972) ที่บังคับให้ประธานาธิบดีต้องแจ้งข้อตกลงฝ่ายบริหารทุกฉบับให้สภาคองเกรสทราบ และ มติว่าด้วยอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution ค.ศ. 1973) ซึ่งเป็นความพยายามที่จะจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการสั่งใช้กำลังทหารในต่างประเทศโดยปราศจากการอนุมัติจากสภา

==========================

📚 สนใจหนังสือของสำนักพิมพ์ทองใบ  คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ร้านขายหนังสือในMeb Market

หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป

Hashtag แนะนำ

#ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ

#Ebookไทย

#หนังสือดีบอกต่อ

#หนังสือออนไลน์

#MebMarket

#อ่านหนังสือ

#รักการอ่าน

#พัฒนาตนเอง

#ความรู้รอบตัว

#พระพุทธศาสนา

#ประวัติศาสตร์

#เศรษฐศาสตร์

#หนังสือวิชาการ

#หนังสือสารคดี

#Ebookน่าอ่าน

#หนังสือขายดี

#หนังสือแนะนำ

#BookLover

#ThaiEbook

#KnowledgeIsPowe

 

 


#พจนานุกรมฉบับปรับปรุง : คำศัพท์ "Bipartisanship"

 



นี่คือการปรับปรุงเนื้อหาพจนานุกรมคำศัพท์ "Bipartisanship" โดยปรับสำนวนให้เป็นวิชาการร่วมสมัย เพิ่มคำศัพท์ที่นิยมใช้ในแวดวงรัฐศาสตร์ปัจจุบัน และขยายความบริบทให้ครอบคลุมถึงสถานการณ์การเมืองในศตวรรษที่ 21 ครับ

Bipartisanship ความร่วมมือข้ามพรรค / ภาวะปรองดองระหว่างพรรค

ความมีเอกภาพและการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองคู่แข่ง (ในบริบทการเมืองสหรัฐอเมริกาหมายถึง พรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน) เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาสำคัญระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง หลักการนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า เมื่อประเทศเผชิญกับวิกฤตการณ์หรือภัยคุกคามร้ายแรง การเมืองแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่าย (Partisanship) จะต้องยุติลงชั่วคราว เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกเห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ดังวาทกรรมทางการเมืองที่โด่งดังของสหรัฐฯ ที่ว่า "การเมืองควรยุติลงที่เส้นเขตแดนของประเทศ" (Politics stops at the water's edge)

ความสำคัญและพัฒนาการในยุคปัจจุบัน:

ระบบรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาถูกออกแบบมาตามหลักการแบ่งแยกอำนาจและตรวจสอบถ่วงดุล (Checks and Balances) ซึ่งบ่อยครั้งก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหาร (ประธานาธิบดี) และฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภาคองเกรส) หากปราศจากความร่วมมือข้ามพรรค นโยบายต่างประเทศอาจกลายเป็นอัมพาตได้ทันที เนื่องจากกระบวนการสำคัญ เช่น การให้สัตยาบันสนธิสัญญาต้องอาศัยเสียงสนับสนุนถึง 2 ใน 3 ของวุฒิสภา หรือการอนุมัติงบประมาณการทหารและการช่วยเหลือต่างประเทศที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภา

เงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เกิดความร่วมมือข้ามพรรคได้สำเร็จคือ พรรคฝ่ายค้านหรือพรรคเสียงข้างน้อยจะต้องรู้สึกว่าตนได้รับ "การปรึกษาหารือ" (Consulted) ในขั้นตอนการกำหนดนโยบายอย่างแท้จริง มิใช่เพียงแค่ "ได้รับแจ้งให้ทราบ" (Informed) ภายหลังจากที่รัฐบาลได้ตัดสินใจไปแล้ว

บริบทในศตวรรษที่ 21: แม้ในอดีตความร่วมมือข้ามพรรคจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและยุคสงครามเย็น แต่ในการเมืองสหรัฐฯ ยุคปัจจุบันซึ่งเผชิญกับ ภาวะแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างรุนแรง (Hyper-polarization) ความปรองดองข้ามพรรคกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่ง อย่างไรก็ตาม ในมิติของนโยบายต่างประเทศ ความร่วมมือข้ามพรรคยังคงปรากฏให้เห็นประปรายในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์แห่งชาติเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกัน เช่น ฉันทามติของทั้งสองพรรคในการดำเนินนโยบายแข็งกร้าวเพื่อรับมือกับการขยายอิทธิพลของจีน (Strategic competition with China) หรือการผ่านกฎหมายสนับสนุนความมั่นคงให้แก่พันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เป็นต้น

=====================

📚 สนใจหนังสือของสำนักพิมพ์ทองใบ  คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อ eBook ได้ทันทีผ่านลิงก์ร้านขายหนังสือในMeb Market

หนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์ทองใบ เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร อ่านง่าย ได้สาระ ค้นคว้าอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป

Hashtag แนะนำ

#ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ

#Ebookไทย

#หนังสือดีบอกต่อ

#หนังสือออนไลน์

#MebMarket

#อ่านหนังสือ

#รักการอ่าน

#พัฒนาตนเอง

#ความรู้รอบตัว

#พระพุทธศาสนา

#ประวัติศาสตร์

#เศรษฐศาสตร์

#หนังสือวิชาการ

#หนังสือสารคดี

#Ebookน่าอ่าน

#หนังสือขายดี

#หนังสือแนะนำ

#BookLover

#ThaiEbook

#KnowledgeIsPowe

 

 


Wednesday, October 21, 2009

Agency For International Development (AID)

หน่วยงานพัฒนาระหว่างประเทศ (เอไอดี)

หน่วยงานกึ่งอัตโนมัติที่ปฏิบัติงานเป็นองค์ประกอบหนึ่งของหน่วยงานความร่วมมือระหว่างประเทศ (ไอดีซีเอ) ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1979 เอไอดีขณะนี้ขึ้นตรงต่อผู้อำนวยการของไอดีซีเอ และทำหน้าที่บริหารความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจและด้านเทคนิค โดยประสานโครงการให้ความช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนความมั่นคงและอำนวยการทางด้านเศรษฐกิจของโครงการอาหารเพื่อสันติภาพ หากเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับผู้อำนวยการของไอดีซีเอเกี่ยวกับนโยบายการให้ความช่วยเหลือ ก็ให้ประธานาธิบดีเป็นผู้ตัดสิน

ความสำคัญ นับตั้งแต่ยุคที่ได้มี "แผนมาร์แชล" เป็นต้นมา ได้เกิดปัญหาการจัดระบบความสัมพันธ์ระหว่างโครงการให้ความช่วยเหลือต่างประเทศกับกระทรวงการต่างประเทศ การจัดระบบเกี่ยวกับเรื่องนี้จะมีลักษณะกวัดแกว่ง คือ ทางหนึ่งก็ต้องการให้กระทรวงการต่างประเทศควบคุมนโยบายต่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจ แต่อีกทางหนึ่งก็ไม่ต้องการให้กระทรวงการต่างประเทศ เข้าไปมีส่วนในด้านปฏิบัติการในต่างประเทศของนโยบายดังกล่าว ในทำนองเดียวกันนี้ก็ได้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ทางด้านการบริหารระหว่างโครงการให้ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจกับโครงการให้ความช่วยเหลือทางด้านการทหาร บทบาทของเอไอดีที่อยู่ภายใต้การกำกับของไอดีซีเอนี้มีลักษณะเป็นการประนีประนอม คือ มีบทบาท (1) เน้นใช้แผนพัฒนาระยะยาว (2) รับผิดชอบในเชิงปฏิบัติการ (3) ประสานโครงการให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ ในแต่ละประเทศ เมื่อได้จัดตั้งไอดีซีเอเป็นหน่วยงานอิสระแต่ให้ผู้อำนวยขึ้นต่อรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศเช่นนี้ พวกผู้เชี่ยวชาญทางด้านบริหารเชื่อว่า พวกตนสามารถแก้ปัญหาในเรื่องที่ว่าควรจะเอาเอไอดีไปไว้ที่ไหนได้ ในทางปฏิบัตินั้น ไอดีซีเอและกระทรวงการคลังจะทำงานใกล้ชิดกับ (1) สหประชาชาติ (2) องค์การรัฐอเมริกา (โอเอเอส) (3) กลุ่มธนาคารโลก (ไอบีอาร์ดี) (4) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (5) ธนาคารพัฒนาในระดับภูมิภาคต่าง ๆ ในการให้การสนับสนุนเพื่อให้บรรลุถึงความทันสมัยของประเทศที่กำลังพัฒนา ในช่วงทศวรรษ 1980 เอไอดีมีผู้แทนถาวรประจำอยู่ในประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในแบบทวิภาคีจากสหรัฐอเมริกามีจำนวนถึง88 ประเทศ
==========================


ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Alliance for progress

พันธมิตรเพื่อความก้าวหน้า

โครงการพัฒนาระยะ 10 ปีสำหรับภูมิภาคละตินอเมริกา ที่เสนอแนะโดยประธานธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี และได้รับการจัดตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1961ที่เมืองปุนตา เดล เอสเต ประเทศอุรุกวัย โดยประเทศสาธารณรัฐต่าง ๆ ในทวีปอเมริการทุกประเทศยกเว้นประเทศคิวบา แผนพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้านี้เป็นการรวมพลังความพยายามที่จะสนองความต้องการที่จะสร้างความทันสมัยให้เกิดขึ้นในภูมิภาค โดยวิธีให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันและการช่วยตนเองไปพร้อม ๆ กัน สหรัฐอเมริกาคาดการณ์ไว้ว่าในช่วงที่ดำเนินโครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้าระยะเวลา 10 ปี จะมีเงินทุนจากภาครัฐบาลและภาคเอกชนไหลเข้าไปมีมูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักลงทุนภาคเอกชนของประเทศที่มีทุนเหลือเฟือภายนอกภูมิภาค อย่างไรก็ตามประเทศผู้เข้าร่วมโครงการได้ให้การรับรองว่า ในที่สุดแล้วประเทศในแถบละตินอเมริกาเองก็จะต้องออกเงินสมทบอีก 4 เท่าตัวของเงินจำนวนดังกล่าว เพื่อจะให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ โครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้าเรียกร้องดังนี้ (1) ให้มีการวางแผนในระดับภูมิภาคโดยคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจและสังคมระหว่างรัฐในทวีปอเมริกา และโดยคณะกรรมการพัฒนาระหว่างรัฐในทวีปอเมริกา (2) ให้มีการร่วมมือและมีบูรณาการทางเศรษฐกิจ (3) ให้สร้างเสถียรภาพแก่ราคาสินค้าส่งออก (4) ให้ปฏิรูปที่ดินและภาษี (5) ให้พัฒนาอุตสาหกรรม และ (6) ให้ปรับปรุงสุขอนามัยและโอกาสทางการศึกษา

ความสำคัญ โครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้านี้เข้าลักษณะ ”ท่าดีแต่ทีเหลว”เป็นไปอย่างอืดอาดยืดยาดในท่ามกลางการทะเลาะเบาะแว้งและสาดโคลนเข้าใส่กัน ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็สามารถอธิบายได้ว่า มาจากโครงการ ฯ มีภารกิจกว้างใหญ่ไพศาลเป็นการเรียกร้องให้มีการปฏิวัติทางสังคมและเศรษฐกิจทั่วทั้งทวีปอเมริกาเลยทีเดียว ในสหรัฐอเมริกาการคัดค้านโครงการนี้มาจากพวกที่คัดค้านการให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศ ส่วนในละตินอเมริกาเองพวกหัวเก่าก็ไม่อยากให้มีการปฏิรูปเกิดขึ้น เพราะหากมีการปฏิรูปก็จะทำให้พวกเขาต้องสูญเสียสถานภาพของตนไป ในขณะเดียวกัน ทั่วทั้งพื้นที่ในละตินอเมริกาก็มีอัตราการเพิ่มของประชากรอยู่ในระดับสูงมาก เป็นตัวกระตุ้นให้ต้องดำเนินการสร้างความทันสมัยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ข้างฝ่ายสหรัฐอเมริกาก็ยังคงให้ความช่วยเหลือในระดับปานกลาง ภายในกรอบปรัชญาทั่วไปของโครงการ

===============================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Bipartisanship

ภาวะปรองดองระหว่างสองพรรค

ความมีเอกภาพระหว่างพรรคการเมืองในการแก้ปัญหาสำคัญของนโยบายต่างประเทศสหรัฐ ฯ ภาวะปรองดองระหว่างสองพรรคตั้งอยู่บนรากฐานของแนวความคิดของความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างพรรคการเมืองใหญ่สองพรรค (กล่าวคือ พรรคดีโมแครตและพรรครีพับลิกัน) ในสภาคองเกรส และระหว่างประธานาธิบดีกับหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน สมมติฐานของภาวะการปรองดองระหว่างสองพรรค ก็คือ เมื่อยามที่เกิดอันตรายร้ายแรงต่อชาติ การเมืองในแบบพรรคใครพรรคมันก็จะต้องยุติลงในทันที เพื่อแสดงให้โลกภายนอกได้เห็นว่ามีความปรองดองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ความสำคัญ ภาวะปรองดองระหว่างสองพรรคประสบความสำเร็จในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและในช่วงที่เกิดการแข่งขันกันในสงครามเย็นหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลงใหม่ ๆ ระบบรัฐธรรมนูญของสหรัฐ ฯ ที่เป็นแบบแบ่งแยกอำนาจและมีการคานดุลระหว่างกันนี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติได้ ซึ่งหากว่าไม่มีภาวะปรองดองระหว่างสองพรรคนี้เสียแล้ว ก็จะทำให้นโยบายต่างประเทศเป็นอัมพาตไปได้ ในที่สุดระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ก็จะมีการเลือกระหว่างทางสองแพ่ง คือ หนทางหนึ่งเป็นการยึดหลักการเมืองแบบพรรคใครพรรคมัน กล่าวคือ พรรคใดเป็นฝ่ายค้านพรรคนั้นก็จะทำหน้าที่ค้านอย่างเต็มที่ กับอีกหนทางหนึ่ง คือ ยึดความสามัคคีปรองดองภายในชาติ ที่เป็นประชาธิปไตยน้อยแต่ทว่ามีสมานฉันท์ เพื่อช่วยกันแก้ปัญหานโยบายต่างประเทศ การที่ภาวะปรองดองระหว่างสองพรรคสำเร็จได้นั้น พรรคเสียงข้างน้อยจะต้องเกิดความรู้สึกว่าฝ่ายตนได้รับ "การปรึกษาหารือ" มิใช่เพียง "ได้รับการแจ้งให้ทราบ" เกี่ยวกับการตัดสินใจในนโยบาย
==========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Bricker Amendment

บริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์

ข้อเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ที่เสนอในสภาครองเกรสโดยวุฒิสมาชิก จอห์น บริกเกอร์ แห่งมลรัฐ โอไฮโอ เมื่อปี ค.ศ. 1953 และปี ค.ศ. 1954 ข้อเสนอในบริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์มีวัตถุประสงค์ดังนี้ (1) เพื่อเสริมสร้างบทบาทของสภาครองเกรสในการทำสนธิสัญญา (2) เพื่อจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการบรรลุข้อตกลงฝ่ายบริหาร และ (3) เพื่อสร้างหลักประกันว่ารัฐธรรมนูญมีความสำคัญเหนือกว่าบทบัญญัติของสนธิสัญญาใด ๆ ข้อเสนอนี้มีอันตกไปเพราะขาดเสียงสนับสนุนไปเสียงหนึ่งทำให้มีคะแนนเสียงไม่ถึงสองในสามในวุฒิสภา

ความสำคัญ บริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์ คือ ฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการชิงดีชิงเด่นกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ในอันที่จะควบคุมความสัมพันธ์ต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา พวกที่ให้การสนับสนุน บริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์ มีแรงกระตุ้นจากความกลัวว่าประธานาธิบดีจะทำสนธิสัญญาที่มีบทบัญญัติขัดกับรัฐธรรมนูญเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในกรณี มิสซูรีกับฮอลแลนด์ เมื่อ ค.ศ.1920 นอกจากนั้นแล้ว ข้อเสนอบริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์นี้ก็ยังสะท้อนให้เห็นความไม่พอใจในข้อตกฝ่ายบริหารในระหว่างสงครามที่กระทำกันที่ยัลตาและปอตสดัมเมื่อปี ค.ศ. 1945 กับสะท้อนให้เห็นผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของสหประชาชาติในการบังคับใช้ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เป็นต้น หากข้อเสนอบริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์กระทำได้สำเร็จก็หมายถึงการกลับแนวโน้มทางประวัติศาสตร์ไปจากเดิมที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้นำในกิจการต่างประเทศ รัฐบัญญัติ "เคสแอ็คท์" ปี ค.ศ. 1972 และรัฐบัญญัติ "วอร์พาวเวอร์สแอ็คท์" ปี ค.ศ. 1973 เป็นตัวอย่างของความพยายามของฝ่ายสภาครองเกรสที่จะปรับปรุงดุลอำนาจการตัดสินใจในกิจการระหว่างประเทศ โดยที่รัฐบัญญัติเคสแอ็คท์กำหนดให้ประธานาธิบดีจะต้องแจ้งข้อตกลงทางบริหารทุกอย่างที่ประธานาธิบดีกระทำให้สภาครองเกรสได้ทราบ ส่วนวอร์พาวเวอร์สแอ็คท์ก็เป็นความพยายามที่จะจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการใช้กำลังทางทหาร

============================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Camp David Accords

ข้อตกลงแคมป์ เดวิด

กรอบของข้อตกลงเพื่อ "การฟื้นสัมพันธไมตรี " ระหว่างอียิปต์กับอิสราเอล เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1978 ประเทศเพื่อนบ้านในตะวันออกกลางสองชาตินี้อยู่ในภาวะสงครามระหว่างกัน มีการต่อสู้กันบ้างเป็นครั้งคราวนับแต่มีการตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ. 1948 ประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ มีความเห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะระงับข้อพิพาทระหว่างอาหรับกับอิสราเอลให้เกิดสันติภาพขึ้นมาได้ ประธานาธิบดีคาร์เตอร์เห็นสิ่งบอกเหตุนี้จากการที่ประธานาธิบดีอันวาร์ เอล-ซาดัตแห่งอียิปต์เดินทางไปเยือนกรุงเยรูซาเลมในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1977 จึงมีความคิดว่าน่าจะให้ประธานาธิบดีอัลวาร์ เอล-ซาดัตกับนายกรัฐมนตรีเมนาฮิม เบกิน แห่งอิสราเอลได้มาพบปะเจรจาแก้ปัญหาร่วมกันเสียเลย ประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ ได้ใช้ประโยชน์จากการที่ประเทศทั้งสองมีความเชื่อถือในสหรัฐอเมริกาทำหน้าที่เป็นคนกลางที่จะช่วยไกล่เกลี่ยและทำการกดดันอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะให้ทั้งสองฝ่ายทำความตกลงแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างกัน ข้อตกลงแคมป์ เดวิดนี้นำไปสู่สนธิสัญญาสันติภาพเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 1979 ช่วยให้สงครามที่ทำกันมาถึง 30 ปียุติลงได้


ความสำคัญ ข้อตกลงแคมป์ เดวิดเป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นบทบาทของหัวหน้าฝ่ายบริหารของสหรัฐอเมริกาในฐานะที่เป็นหัวหน้านักการทูตและหัวหน้าผู้ดำเนินการนโยบายต่างประเทศ จากผลของข้อตกลงและสนธิสัญญาสันติภาพ อิสราเอลได้รับการรับรองเป็นทางการครั้งแรกจากรัฐอาหรับรัฐหนึ่ง พร้อมกับที่ได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ส่วนอียิปต์ก็ได้แหลมซีนายคืนและสามารถปลดเปลื้องตัวเองจากภาระเศรษฐกิจอันเกิดจากภาวะสงครามที่ยืดเยื้อได้ ข้างฝ่ายสหรัฐอเมริกาก็มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอียิปต์และได้เข้าไปใช้สิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของประเทศอียิปต์ ทำให้สหรัฐเข้าไปมีอิทธิพลทางทหารในตะวันออกกลางได้ สหรัฐอเมริกาได้ให้การสนับสนุนข้อตกลงแคมป์ เดวิดและสนธิสัญญาสันติภาพ ด้วยการให้เงินช่วยเหลือแต่ละฝ่ายเป็นจำนวนหลายพันล้านดอลล่าร์ ส่วนสหภาพโซเวียตถูกกีดกันไม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในข้อตกลงและไม่ให้ขัดขวางความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศอาหรับกับอิสราเอล อย่างไรก็ตามข้อตกลงแคมป์ เดวิคไม่สามารถขยายกระบวนการสันติภาพในตะวันออกกลางออกไปได้ เนื่องจากไม่สามารถนำรัฐอาหรับอื่น ๆ มาสู่โต๊ะเจรจาได้
=========================


ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Caribbean Basin Initiative (CBI)

โครงการริเริ่มลุ่มทะเลคาริบเบียน(ซีบีไอ)

โครงการของสหรัฐอเมริกา เพื่อพัฒนาคุณค่าประชาธิปไตยและเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีที่มีเสถียรภาพในแถบกลุ่มประเทศลุ่มทะเลคาริบเบียน ซึ่งประกาศเป็นโครงการโดยประธานาธิบดีไรนัลด์ เรแกนในที่ประชุมขององค์การรัฐในทวีปอเมริกา (โอเอเอส) เมื่อปี ค.ศ. 1982 สภาครองเกสของสหรัฐ ฯ ได้ตรากฎหมายว่าด้วยการปลอดภาษีและผลประโยชน์ด้านภาษีของซีบีไอนี้ไว้ใน "รัฐบัญญัติการฟื้นฟูเศรษฐกิจของลุ่มทะเลคาริบเบียน" ปี ค.ศ. 1983 โครงการซีบีไอมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 12 ปี โดยเริ่มตั้งปี ค.ศ. 1984 มีขอบข่ายโครงการครอบคลุม 22 ประเทศ ข้อกำหนดของโครงการที่ว่าด้วยการปลอดภาษีนั้น ได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาโดยผ่านทางความหลากหลายของสินค้าขาออก ส่วนข้อกำหนดที่ว่าด้วยผลประโยชน์ทางด้านภาษีนั้นได้ให้การสนับสนุนให้มีการลงทุนต่างประเทศภาคเอกชนของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคดังกล่าว

ความสำคัญ โครงการซีบีไอเพื่อเสถียรภาพทางการเมืองและเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคกลุ่มทะเลคาริบเบียนนี้มีความสำคัญต่อประชาชนชาวอเมริกัน ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของการค้าของสหรัฐทั้งหมดรวมทั้งการนำเข้านำ้มันเกือบทั้งหมดจะต้องขนส่งผ่านเส้นทางการเดินเรือในแถบทะเลคาริบเบียนนี้ การสร้างงานให้แก่ประชาชนที่อยู่ในภูมิภาคดังกล่าวนี้มีวัตถุประสงค์จะลดภาวะการว่างงานของคนภายในภูมิภาคนี้ ที่มีอยู่สูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ อันเป็นเหตุให้เป็นภูมิภาคที่มีคนหลบหนีเข้าไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาใหญ่อันเป็นอันดับสองของโลก นอกจากนี้แล้วภูมิภาคคาริบเบียนนี้ก็ยังเป็นตลาดสำหรับสินค้าออกที่สำคัญแห่งหนึ่งของสหรัฐ ฯ คือ เป็นตลาดใหญ่เป็นอันดับเจ็ดของโลกเลยทีเดียว สินค้าส่งออกของสหรัฐที่ส่งเข้าไปขายในภูมิภาคแห่งนี้มีมูลค่าทั้งสิ้น 6.3 พันล้านดอลล่าร์ คือ เป็นจำนวนที่มากกว่าสินค้าขาออกที่สหรัฐฯส่งไปขายในสหภาพโซเวียตและประเทศในยุโรปตะวันออกรวมกัน หรือมากกว่าสินค้าขาออกที่สหรัฐฯส่งไปขายทุกประเทศในทวีปอเมริกา หรือมากกว่าสินค้าออกที่สหรัฐ ฯ ส่งไปขายในฝรั่งเศส หรืออิตาลีเสียอีก การให้ความสนับสนุนด้านดุลการชำระเงิน การให้ความช่วยเหลือทางด้านการพัฒนา และการให้ความช่วยเหลือทางด้านโภคภัณฑ์จากสหรัฐฯก็ดี การได้รับความช่วยเหลือทางด้านพลังงานราคาถูกจากเม็กซิโกและเวเนซุเอลากับจากโครงการตลาดเสรีของแคนนาดาต่อประเทศเครือไพบูลย์แห่งคาริบเบียนก็ดี ได้ช่วยให้ดินแดนแถบนี้เกิดการพัฒนาด้านต่าง ๆ แม้ว่าปัญหาการขาดดุลทางงบประมาณของสหรัฐ ฯ จะทำให้สหรัฐ ฯ ให้ความช่วยเหลือไม่ได้เต็มที่แต่ก็ได้ช่วยให้ดินแดนแถบนี้มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยทั่วภูมิภาคถึง 2 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประชากรทั่วทั้งภูมิภาคยังคงเติบโต 2.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปีอยู่ต่อไป
=======================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Google