Google

Wednesday, October 21, 2009

Agency For International Development (AID)

หน่วยงานพัฒนาระหว่างประเทศ (เอไอดี)

หน่วยงานกึ่งอัตโนมัติที่ปฏิบัติงานเป็นองค์ประกอบหนึ่งของหน่วยงานความร่วมมือระหว่างประเทศ (ไอดีซีเอ) ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1979 เอไอดีขณะนี้ขึ้นตรงต่อผู้อำนวยการของไอดีซีเอ และทำหน้าที่บริหารความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจและด้านเทคนิค โดยประสานโครงการให้ความช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนความมั่นคงและอำนวยการทางด้านเศรษฐกิจของโครงการอาหารเพื่อสันติภาพ หากเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับผู้อำนวยการของไอดีซีเอเกี่ยวกับนโยบายการให้ความช่วยเหลือ ก็ให้ประธานาธิบดีเป็นผู้ตัดสิน

ความสำคัญ นับตั้งแต่ยุคที่ได้มี "แผนมาร์แชล" เป็นต้นมา ได้เกิดปัญหาการจัดระบบความสัมพันธ์ระหว่างโครงการให้ความช่วยเหลือต่างประเทศกับกระทรวงการต่างประเทศ การจัดระบบเกี่ยวกับเรื่องนี้จะมีลักษณะกวัดแกว่ง คือ ทางหนึ่งก็ต้องการให้กระทรวงการต่างประเทศควบคุมนโยบายต่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจ แต่อีกทางหนึ่งก็ไม่ต้องการให้กระทรวงการต่างประเทศ เข้าไปมีส่วนในด้านปฏิบัติการในต่างประเทศของนโยบายดังกล่าว ในทำนองเดียวกันนี้ก็ได้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ทางด้านการบริหารระหว่างโครงการให้ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจกับโครงการให้ความช่วยเหลือทางด้านการทหาร บทบาทของเอไอดีที่อยู่ภายใต้การกำกับของไอดีซีเอนี้มีลักษณะเป็นการประนีประนอม คือ มีบทบาท (1) เน้นใช้แผนพัฒนาระยะยาว (2) รับผิดชอบในเชิงปฏิบัติการ (3) ประสานโครงการให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ ในแต่ละประเทศ เมื่อได้จัดตั้งไอดีซีเอเป็นหน่วยงานอิสระแต่ให้ผู้อำนวยขึ้นต่อรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศเช่นนี้ พวกผู้เชี่ยวชาญทางด้านบริหารเชื่อว่า พวกตนสามารถแก้ปัญหาในเรื่องที่ว่าควรจะเอาเอไอดีไปไว้ที่ไหนได้ ในทางปฏิบัตินั้น ไอดีซีเอและกระทรวงการคลังจะทำงานใกล้ชิดกับ (1) สหประชาชาติ (2) องค์การรัฐอเมริกา (โอเอเอส) (3) กลุ่มธนาคารโลก (ไอบีอาร์ดี) (4) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (5) ธนาคารพัฒนาในระดับภูมิภาคต่าง ๆ ในการให้การสนับสนุนเพื่อให้บรรลุถึงความทันสมัยของประเทศที่กำลังพัฒนา ในช่วงทศวรรษ 1980 เอไอดีมีผู้แทนถาวรประจำอยู่ในประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในแบบทวิภาคีจากสหรัฐอเมริกามีจำนวนถึง88 ประเทศ
==========================


ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Alliance for progress

พันธมิตรเพื่อความก้าวหน้า

โครงการพัฒนาระยะ 10 ปีสำหรับภูมิภาคละตินอเมริกา ที่เสนอแนะโดยประธานธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี และได้รับการจัดตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1961ที่เมืองปุนตา เดล เอสเต ประเทศอุรุกวัย โดยประเทศสาธารณรัฐต่าง ๆ ในทวีปอเมริการทุกประเทศยกเว้นประเทศคิวบา แผนพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้านี้เป็นการรวมพลังความพยายามที่จะสนองความต้องการที่จะสร้างความทันสมัยให้เกิดขึ้นในภูมิภาค โดยวิธีให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันและการช่วยตนเองไปพร้อม ๆ กัน สหรัฐอเมริกาคาดการณ์ไว้ว่าในช่วงที่ดำเนินโครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้าระยะเวลา 10 ปี จะมีเงินทุนจากภาครัฐบาลและภาคเอกชนไหลเข้าไปมีมูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักลงทุนภาคเอกชนของประเทศที่มีทุนเหลือเฟือภายนอกภูมิภาค อย่างไรก็ตามประเทศผู้เข้าร่วมโครงการได้ให้การรับรองว่า ในที่สุดแล้วประเทศในแถบละตินอเมริกาเองก็จะต้องออกเงินสมทบอีก 4 เท่าตัวของเงินจำนวนดังกล่าว เพื่อจะให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ โครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้าเรียกร้องดังนี้ (1) ให้มีการวางแผนในระดับภูมิภาคโดยคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจและสังคมระหว่างรัฐในทวีปอเมริกา และโดยคณะกรรมการพัฒนาระหว่างรัฐในทวีปอเมริกา (2) ให้มีการร่วมมือและมีบูรณาการทางเศรษฐกิจ (3) ให้สร้างเสถียรภาพแก่ราคาสินค้าส่งออก (4) ให้ปฏิรูปที่ดินและภาษี (5) ให้พัฒนาอุตสาหกรรม และ (6) ให้ปรับปรุงสุขอนามัยและโอกาสทางการศึกษา

ความสำคัญ โครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้านี้เข้าลักษณะ ”ท่าดีแต่ทีเหลว”เป็นไปอย่างอืดอาดยืดยาดในท่ามกลางการทะเลาะเบาะแว้งและสาดโคลนเข้าใส่กัน ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็สามารถอธิบายได้ว่า มาจากโครงการ ฯ มีภารกิจกว้างใหญ่ไพศาลเป็นการเรียกร้องให้มีการปฏิวัติทางสังคมและเศรษฐกิจทั่วทั้งทวีปอเมริกาเลยทีเดียว ในสหรัฐอเมริกาการคัดค้านโครงการนี้มาจากพวกที่คัดค้านการให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศ ส่วนในละตินอเมริกาเองพวกหัวเก่าก็ไม่อยากให้มีการปฏิรูปเกิดขึ้น เพราะหากมีการปฏิรูปก็จะทำให้พวกเขาต้องสูญเสียสถานภาพของตนไป ในขณะเดียวกัน ทั่วทั้งพื้นที่ในละตินอเมริกาก็มีอัตราการเพิ่มของประชากรอยู่ในระดับสูงมาก เป็นตัวกระตุ้นให้ต้องดำเนินการสร้างความทันสมัยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ข้างฝ่ายสหรัฐอเมริกาก็ยังคงให้ความช่วยเหลือในระดับปานกลาง ภายในกรอบปรัชญาทั่วไปของโครงการ

===============================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Bipartisanship

ภาวะปรองดองระหว่างสองพรรค

ความมีเอกภาพระหว่างพรรคการเมืองในการแก้ปัญหาสำคัญของนโยบายต่างประเทศสหรัฐ ฯ ภาวะปรองดองระหว่างสองพรรคตั้งอยู่บนรากฐานของแนวความคิดของความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างพรรคการเมืองใหญ่สองพรรค (กล่าวคือ พรรคดีโมแครตและพรรครีพับลิกัน) ในสภาคองเกรส และระหว่างประธานาธิบดีกับหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน สมมติฐานของภาวะการปรองดองระหว่างสองพรรค ก็คือ เมื่อยามที่เกิดอันตรายร้ายแรงต่อชาติ การเมืองในแบบพรรคใครพรรคมันก็จะต้องยุติลงในทันที เพื่อแสดงให้โลกภายนอกได้เห็นว่ามีความปรองดองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ความสำคัญ ภาวะปรองดองระหว่างสองพรรคประสบความสำเร็จในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและในช่วงที่เกิดการแข่งขันกันในสงครามเย็นหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลงใหม่ ๆ ระบบรัฐธรรมนูญของสหรัฐ ฯ ที่เป็นแบบแบ่งแยกอำนาจและมีการคานดุลระหว่างกันนี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติได้ ซึ่งหากว่าไม่มีภาวะปรองดองระหว่างสองพรรคนี้เสียแล้ว ก็จะทำให้นโยบายต่างประเทศเป็นอัมพาตไปได้ ในที่สุดระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ก็จะมีการเลือกระหว่างทางสองแพ่ง คือ หนทางหนึ่งเป็นการยึดหลักการเมืองแบบพรรคใครพรรคมัน กล่าวคือ พรรคใดเป็นฝ่ายค้านพรรคนั้นก็จะทำหน้าที่ค้านอย่างเต็มที่ กับอีกหนทางหนึ่ง คือ ยึดความสามัคคีปรองดองภายในชาติ ที่เป็นประชาธิปไตยน้อยแต่ทว่ามีสมานฉันท์ เพื่อช่วยกันแก้ปัญหานโยบายต่างประเทศ การที่ภาวะปรองดองระหว่างสองพรรคสำเร็จได้นั้น พรรคเสียงข้างน้อยจะต้องเกิดความรู้สึกว่าฝ่ายตนได้รับ "การปรึกษาหารือ" มิใช่เพียง "ได้รับการแจ้งให้ทราบ" เกี่ยวกับการตัดสินใจในนโยบาย
==========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Bricker Amendment

บริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์

ข้อเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ที่เสนอในสภาครองเกรสโดยวุฒิสมาชิก จอห์น บริกเกอร์ แห่งมลรัฐ โอไฮโอ เมื่อปี ค.ศ. 1953 และปี ค.ศ. 1954 ข้อเสนอในบริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์มีวัตถุประสงค์ดังนี้ (1) เพื่อเสริมสร้างบทบาทของสภาครองเกรสในการทำสนธิสัญญา (2) เพื่อจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการบรรลุข้อตกลงฝ่ายบริหาร และ (3) เพื่อสร้างหลักประกันว่ารัฐธรรมนูญมีความสำคัญเหนือกว่าบทบัญญัติของสนธิสัญญาใด ๆ ข้อเสนอนี้มีอันตกไปเพราะขาดเสียงสนับสนุนไปเสียงหนึ่งทำให้มีคะแนนเสียงไม่ถึงสองในสามในวุฒิสภา

ความสำคัญ บริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์ คือ ฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการชิงดีชิงเด่นกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ในอันที่จะควบคุมความสัมพันธ์ต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา พวกที่ให้การสนับสนุน บริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์ มีแรงกระตุ้นจากความกลัวว่าประธานาธิบดีจะทำสนธิสัญญาที่มีบทบัญญัติขัดกับรัฐธรรมนูญเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในกรณี มิสซูรีกับฮอลแลนด์ เมื่อ ค.ศ.1920 นอกจากนั้นแล้ว ข้อเสนอบริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์นี้ก็ยังสะท้อนให้เห็นความไม่พอใจในข้อตกฝ่ายบริหารในระหว่างสงครามที่กระทำกันที่ยัลตาและปอตสดัมเมื่อปี ค.ศ. 1945 กับสะท้อนให้เห็นผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของสหประชาชาติในการบังคับใช้ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เป็นต้น หากข้อเสนอบริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์กระทำได้สำเร็จก็หมายถึงการกลับแนวโน้มทางประวัติศาสตร์ไปจากเดิมที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้นำในกิจการต่างประเทศ รัฐบัญญัติ "เคสแอ็คท์" ปี ค.ศ. 1972 และรัฐบัญญัติ "วอร์พาวเวอร์สแอ็คท์" ปี ค.ศ. 1973 เป็นตัวอย่างของความพยายามของฝ่ายสภาครองเกรสที่จะปรับปรุงดุลอำนาจการตัดสินใจในกิจการระหว่างประเทศ โดยที่รัฐบัญญัติเคสแอ็คท์กำหนดให้ประธานาธิบดีจะต้องแจ้งข้อตกลงทางบริหารทุกอย่างที่ประธานาธิบดีกระทำให้สภาครองเกรสได้ทราบ ส่วนวอร์พาวเวอร์สแอ็คท์ก็เป็นความพยายามที่จะจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการใช้กำลังทางทหาร

============================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Camp David Accords

ข้อตกลงแคมป์ เดวิด

กรอบของข้อตกลงเพื่อ "การฟื้นสัมพันธไมตรี " ระหว่างอียิปต์กับอิสราเอล เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1978 ประเทศเพื่อนบ้านในตะวันออกกลางสองชาตินี้อยู่ในภาวะสงครามระหว่างกัน มีการต่อสู้กันบ้างเป็นครั้งคราวนับแต่มีการตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ. 1948 ประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ มีความเห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะระงับข้อพิพาทระหว่างอาหรับกับอิสราเอลให้เกิดสันติภาพขึ้นมาได้ ประธานาธิบดีคาร์เตอร์เห็นสิ่งบอกเหตุนี้จากการที่ประธานาธิบดีอันวาร์ เอล-ซาดัตแห่งอียิปต์เดินทางไปเยือนกรุงเยรูซาเลมในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1977 จึงมีความคิดว่าน่าจะให้ประธานาธิบดีอัลวาร์ เอล-ซาดัตกับนายกรัฐมนตรีเมนาฮิม เบกิน แห่งอิสราเอลได้มาพบปะเจรจาแก้ปัญหาร่วมกันเสียเลย ประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ ได้ใช้ประโยชน์จากการที่ประเทศทั้งสองมีความเชื่อถือในสหรัฐอเมริกาทำหน้าที่เป็นคนกลางที่จะช่วยไกล่เกลี่ยและทำการกดดันอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะให้ทั้งสองฝ่ายทำความตกลงแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างกัน ข้อตกลงแคมป์ เดวิดนี้นำไปสู่สนธิสัญญาสันติภาพเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 1979 ช่วยให้สงครามที่ทำกันมาถึง 30 ปียุติลงได้


ความสำคัญ ข้อตกลงแคมป์ เดวิดเป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นบทบาทของหัวหน้าฝ่ายบริหารของสหรัฐอเมริกาในฐานะที่เป็นหัวหน้านักการทูตและหัวหน้าผู้ดำเนินการนโยบายต่างประเทศ จากผลของข้อตกลงและสนธิสัญญาสันติภาพ อิสราเอลได้รับการรับรองเป็นทางการครั้งแรกจากรัฐอาหรับรัฐหนึ่ง พร้อมกับที่ได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ส่วนอียิปต์ก็ได้แหลมซีนายคืนและสามารถปลดเปลื้องตัวเองจากภาระเศรษฐกิจอันเกิดจากภาวะสงครามที่ยืดเยื้อได้ ข้างฝ่ายสหรัฐอเมริกาก็มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอียิปต์และได้เข้าไปใช้สิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของประเทศอียิปต์ ทำให้สหรัฐเข้าไปมีอิทธิพลทางทหารในตะวันออกกลางได้ สหรัฐอเมริกาได้ให้การสนับสนุนข้อตกลงแคมป์ เดวิดและสนธิสัญญาสันติภาพ ด้วยการให้เงินช่วยเหลือแต่ละฝ่ายเป็นจำนวนหลายพันล้านดอลล่าร์ ส่วนสหภาพโซเวียตถูกกีดกันไม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในข้อตกลงและไม่ให้ขัดขวางความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศอาหรับกับอิสราเอล อย่างไรก็ตามข้อตกลงแคมป์ เดวิคไม่สามารถขยายกระบวนการสันติภาพในตะวันออกกลางออกไปได้ เนื่องจากไม่สามารถนำรัฐอาหรับอื่น ๆ มาสู่โต๊ะเจรจาได้
=========================


ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Caribbean Basin Initiative (CBI)

โครงการริเริ่มลุ่มทะเลคาริบเบียน(ซีบีไอ)

โครงการของสหรัฐอเมริกา เพื่อพัฒนาคุณค่าประชาธิปไตยและเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีที่มีเสถียรภาพในแถบกลุ่มประเทศลุ่มทะเลคาริบเบียน ซึ่งประกาศเป็นโครงการโดยประธานาธิบดีไรนัลด์ เรแกนในที่ประชุมขององค์การรัฐในทวีปอเมริกา (โอเอเอส) เมื่อปี ค.ศ. 1982 สภาครองเกสของสหรัฐ ฯ ได้ตรากฎหมายว่าด้วยการปลอดภาษีและผลประโยชน์ด้านภาษีของซีบีไอนี้ไว้ใน "รัฐบัญญัติการฟื้นฟูเศรษฐกิจของลุ่มทะเลคาริบเบียน" ปี ค.ศ. 1983 โครงการซีบีไอมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 12 ปี โดยเริ่มตั้งปี ค.ศ. 1984 มีขอบข่ายโครงการครอบคลุม 22 ประเทศ ข้อกำหนดของโครงการที่ว่าด้วยการปลอดภาษีนั้น ได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาโดยผ่านทางความหลากหลายของสินค้าขาออก ส่วนข้อกำหนดที่ว่าด้วยผลประโยชน์ทางด้านภาษีนั้นได้ให้การสนับสนุนให้มีการลงทุนต่างประเทศภาคเอกชนของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคดังกล่าว

ความสำคัญ โครงการซีบีไอเพื่อเสถียรภาพทางการเมืองและเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคกลุ่มทะเลคาริบเบียนนี้มีความสำคัญต่อประชาชนชาวอเมริกัน ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของการค้าของสหรัฐทั้งหมดรวมทั้งการนำเข้านำ้มันเกือบทั้งหมดจะต้องขนส่งผ่านเส้นทางการเดินเรือในแถบทะเลคาริบเบียนนี้ การสร้างงานให้แก่ประชาชนที่อยู่ในภูมิภาคดังกล่าวนี้มีวัตถุประสงค์จะลดภาวะการว่างงานของคนภายในภูมิภาคนี้ ที่มีอยู่สูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ อันเป็นเหตุให้เป็นภูมิภาคที่มีคนหลบหนีเข้าไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาใหญ่อันเป็นอันดับสองของโลก นอกจากนี้แล้วภูมิภาคคาริบเบียนนี้ก็ยังเป็นตลาดสำหรับสินค้าออกที่สำคัญแห่งหนึ่งของสหรัฐ ฯ คือ เป็นตลาดใหญ่เป็นอันดับเจ็ดของโลกเลยทีเดียว สินค้าส่งออกของสหรัฐที่ส่งเข้าไปขายในภูมิภาคแห่งนี้มีมูลค่าทั้งสิ้น 6.3 พันล้านดอลล่าร์ คือ เป็นจำนวนที่มากกว่าสินค้าขาออกที่สหรัฐฯส่งไปขายในสหภาพโซเวียตและประเทศในยุโรปตะวันออกรวมกัน หรือมากกว่าสินค้าขาออกที่สหรัฐฯส่งไปขายทุกประเทศในทวีปอเมริกา หรือมากกว่าสินค้าออกที่สหรัฐ ฯ ส่งไปขายในฝรั่งเศส หรืออิตาลีเสียอีก การให้ความสนับสนุนด้านดุลการชำระเงิน การให้ความช่วยเหลือทางด้านการพัฒนา และการให้ความช่วยเหลือทางด้านโภคภัณฑ์จากสหรัฐฯก็ดี การได้รับความช่วยเหลือทางด้านพลังงานราคาถูกจากเม็กซิโกและเวเนซุเอลากับจากโครงการตลาดเสรีของแคนนาดาต่อประเทศเครือไพบูลย์แห่งคาริบเบียนก็ดี ได้ช่วยให้ดินแดนแถบนี้เกิดการพัฒนาด้านต่าง ๆ แม้ว่าปัญหาการขาดดุลทางงบประมาณของสหรัฐ ฯ จะทำให้สหรัฐ ฯ ให้ความช่วยเหลือไม่ได้เต็มที่แต่ก็ได้ช่วยให้ดินแดนแถบนี้มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยทั่วภูมิภาคถึง 2 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประชากรทั่วทั้งภูมิภาคยังคงเติบโต 2.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปีอยู่ต่อไป
=======================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Case Act of 1972

รัฐบัญญัติเคสแอ็คส์ ปี ค.ศ. 1972

รัฐบัญญัติที่เสนอโดยวุฒิสมาชิกคลิฟฟอร์ดเคส (จากรัฐนิวเจอร์ซี) ซึ่งมีข้อกำหนดให้ประธานาธิบดีต่อยื่นต้นฉบับของข้อตกลงฝ่ายบริหารทั้งปวงต่อสภาครองเกส หากประธานาธิบดีพิจารณาเห็นว่าการเปิดเผยบทบัญญัติในข้อตกลงฝ่ายบริหารดังกล่าวจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติกฎหมายก็ได้ให้สิทธิแก่ประธานาธิบดีที่จะไม่เปิดเผยความลับนี้ได้ อย่างไรก็ตามต้นฉบับของข้อตกลงดังกล่าวจะต้องส่งมอบให้แก่คณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์วุฒิสภาและแก่คณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศสภาผู้แทนนี้เท่านั้น รัฐบัญญัติเคสแอ็คส์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันฝ่ายบริหารมิให้ปกปิดฝ่ายนิติบัญญัติในเรื่องข้อผูกพันต่างประเทศโดยใช้วิธีการทำข้อตกลงฝ่ายบริหารแทนที่จะใช้กระบวนการทางสนธิสัญญา

ความสำคัญ รัฐบัญญัติเคสแอ็คส์เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันชิงดีชิงเด่นระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติที่ถูกสร้างขึ้นมาในการบริหารบ้านเมืองโดยระบบแบ่งแยกอำนาจและหลักการคานและดุลอำนาจ เมื่อปี ค.ศ. 1954 ข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ "บริกเกอร์ อะเมนด์เม้นท์" ที่ต้องการจำกัดอำนาจทำสนธิสัญญาของประธานาธิบดีมีอันตกไปเพราะขาดเสียงสนับสนุนหนึ่งเสียง ทำให้มีคะแนนเสียงไม่ถึงสองในสามของวุฒิสภาได้ อย่างไรก็ตามจากการที่ได้ประกาศยกเลิกมติอ่าวตังเกี๋ยในปี ค.ศ. 1970 ก็ดี จากการที่ได้ผ่านรัฐบัญญัติเคสแอ็คส์ปี ค.ศ. 1973 และรัฐบัญญัติวอร์พาวเวอร์แอ็คท์ ในปี ค.ศ. 1973 ก็ดี ล้วนแต่เป็นตัวอย่างของความพยายามของฝ่ายสภาครองเกรสที่จะยับยั้งการขยายอำนาจฝ่ายบริหารและเชิดชูบทบาทของสภาครองเกสในด้านนโยบายต่างประเทศ พลังของบทบาทนั้นยังจะต้องคอยทดสอบกันต่อไป ข้างฝ่ายศาลก็ไม่ต้องการจะยุ่งเกี่ยวกับการแข่งขันระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัตินี้ โดยมองว่าเป็นปัญหาทางการเมืองมิใช่ปัญหาการตัดสินข้อพิพาททางศาลแต่อย่างใด ในขณะเดียวกันการควบคุมของประธานาธิบดีในกิจการต่างประเทศอย่างสำคัญก็ยังคงมีต่อไปไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
==========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Central Intelligence Agency (CIA)

หน่วยงานข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ)

หน่วยงานข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) คือ หน่วยงานหลักของรัฐบาลกลางที่ทำหน้าที่รวบรวมและตีค่าข้อมูลที่รวบรวมมาได้โดยทุกหน่วยของชุมชนข่าวกรองแห่งชาติ หน่วยงานข่าวกรองกลางซึ่งก่อตั้งขึ้นมาโดยรัฐบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติปี ค.ศ. 1947 นี้ เป็นหน่วยงานขึ้นตรงต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เอ็นเอสซี) และต่อประธานาธิบดี แม้ว่าโดยทางกฎหมายผู้อำนวยการฝ่ายพลเรือนของหน่วยงานข่าวกรองกลางจะมิได้เป็นสมาชิกของสภาความมั่นคงแห่งชาติ แต่ตามปกติแล้วจะเข้าประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติตามคำเชิญของประธานาธิบดี นอกจากจะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานรับและตีความข้อมูลแล้ว ซีไอเอก็ยังทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลข่าวกรองและทำการปฏิบัติการในทางลับต่าง ๆอีกด้วย

ความสำคัญ หน่วยงานข่าวกรองกลางทำหน้าที่เป็นเครื่องมือหลักของรัฐบาลสหรัฐ ฯ ในการปฏิบัติการลับในต่างประเทศ การปฏิบัติการและการตีค่าของซีไอเอในด้านข่าวกรองมีผลกระทบต่อการตกลงใจในนโยบายของผู้กำหนดนโยบายระดับสูงเป็นอย่างยิ่ง แต่จากการที่ซีไอเอได้เข้าไปแทรกแซงล้วงความลับทั้งที่เป็นเรื่องกิจการภายในและกิจการต่างประเทศทั้งในภาครัฐบาลและของภาคเอกชน ก็จึงเกิดการโต้เถียงทางการเมืองว่าควรจะได้ทำการควบคุมหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่นำมาถกเถียงกัน ก็คือ หากซีไอเอซึ่งเป็นผู้รวบรวมข้อมูลมีบทบาทสำคัญเป็นผู้กระทำทางการทูตเองเสียแล้ว จะทำให้ทำเนียบขาวและกระทรวงการต่างประเทศทำการควบคุมนโยบายต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิผลหรือไม่
=======================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Civilian Control

การควบคุมโดยพลเรือน

หลักการในรัฐธรรมนูญของสหรัฐ ฯ อิงอาศัยหลักประเพณีนิยมของอังกฤษ ที่กำหนดไว้ว่า การควบคุมขั้นสุดท้ายของฝ่ายทหารให้ไปอยู่กับผู้นำทางการเมืองที่เป็นพลเรือน เพื่อเป็นหลักประกันในความดำรงอยู่ของประชาธิปไตย การควบคุมทางพลเรือนได้ถูกกำหนดไว้โดยรัฐธรรมนูญของสหรัฐ ฯ โดยให้ประธานาธิบดีที่เป็นพลเรือนเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และกำหนดให้สภาคองเกรสมีอำนาจในการจัดตั้งและธำรงกองทัพ ออกกฎหมายทหารและประกาศสงคราม หลักการควบคุมโดยพลเรือนนี้ยังขยายขอบข่ายไปถึงว่าต้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทางทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ เป็นพลเรือนด้วย การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 3 ก็ได้สนับสนุนหลักการนี้ โดยห้ามมิให้ตั้งกองทหารไว้ในบ้านส่วนตัว โดยปราศจากความเห็นชอบ ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 2 ก็ยังให้หลักประกันในสิทธิของประชาชนที่จะครอบครองอาวุธได้ด้วย

ความสำคัญ หลักการว่าด้วยการควบคุมโดยพลเรือนนี้ มีความสำคัญทั้งต่อสหรัฐอเมริกาและต่อโลก อันเป็นผลสืบเนื่องจากการแข่งขันทางอาวุธในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้นำทางทหารเมื่อได้มาช่วยแก้ปัญหาทางด้านการทหารแล้ว ก็มักจะมีอิทธิพลในการกำหนดนโยบายต่างประเทศเพิ่มขึ้น นอกจากนี้แล้วเทคโนโลยีทางทหารมีความซับซ้อนชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้าเป็นอย่างยิ่ง ทำให้สภาคองเกรสต้องไปขอคำแนะนำทางด้านการทหารจากพวกทหารที่ตนมีความรับผิดชอบควบคุมอยู่นี้

=====================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Congress

สภาคองเกรส

รัฐสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา อันประกอบด้วยวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร จากหลักการที่ว่าทุกรัฐมีความเท่าเทียมกันนั้น จึงทำให้แต่ละรัฐในจำนวนทั้งสิ้น 50 รัฐต่างก็มีวุฒิสมาชิกได้จำนวน 2 คน ซึ่งวุฒิสมาชิกเหล่านี้จะอยู่ในวาระละ 6 ปี แต่ทั้งนี้หนึ่งในสามของวุฒิสมาชิกเหล่านี้จะได้รับการเลือกตั้งในทุก 2 ปี ส่วนสมาชิกภาพในสภาผู้แทนราษฎรนั้นอิงหลักประชากรเป็นสำคัญ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 435 คนจะได้รับการเลือกตั้งในทุก 2 ปี บทบาทในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสภาคองเกรสมีดังนี้ (1) อำนาจทางนิติบัญญัติโดยทั่วไป ได้แก่ การจัดตั้งหรือยุบเลิกหน่วยงานต่าง ๆ การกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการค้าและการเข้าเมือง เป็นต้น (2) อำนาจทางบริหารของวุฒิสภาได้แก่ การให้ความเห็นชอบในสนธิสัญญาและการให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งบุคคลเป็นเอกอัครราชทูต เป็นต้น (3) อำนาจควบคุมการจัดสรรงบประมาณ (4) อำนาจที่จะดำเนินการสอบสวนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติของกฎหมายเก่าและความจำเป็นที่จะต้องให้มีกฎหมายใหม่ นอกจากนี้แล้วสภาคองเกรสก็ยังมีส่วนเกี่ยวข้องโดยอ้อมกับกิจการต่างประเทศผ่านทาง (1) มติที่ระบุว่าเป็น "ความรู้สึกของสภาคองเกรส" (2) คำสุนทรพจน์ การเดินทางและกิจกรรมอื่น ๆ ของมวลสมาชิก (3) กิจกรรมของพรรคการเมืองที่อาจจะไปลดหรือเพิ่มความห่างเหินระหว่างทำเนียบขาว(ไว้ท์เฮาส์)กับแคปิตอลฮิลล์

ความสำคัญ หน้าที่หลักของสภาคองเกรสทางด้านกิจการต่างประเทศ เป็นไปตามกรอบกว้างๆของการแบ่งแยกกับการคานและดุลอำนาจตามที่บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนดไว้ หลักการเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการให้หลักประกันว่า การกระทำอย่างหนึ่งของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของรัฐบาลในการใช้อำนาจตามความชอบธรรมของตนนั้น จะต้องพบกับกิจกรรมตรวจสอบความถูกต้องจากอีกฝ่ายหนึ่งก่อนที่กิจกรรมนั้น ๆ จะบรรลุขั้นสุดท้ายได้ ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่าประธานาธิบดีจะรับผิชอบด้านการดำเนินนโยบายต่างประเทศ แต่เงินที่จะนำไปใช้จ่ายในการดำเนินนโยบายต่างประเทศนั้น จะต้องให้สภาคองเกรสลงคะแนนเสียงให้ความเห็นชอบ ซึ่งทั้งนี้ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณจะเริ่มขึ้นในสภาผู้แทนราษฎรก่อนเสมอ และประธานาธิบดีจะไม่สามารถดำเนินการในขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับสนธิสัญญาหรือการแต่งตั้งตัวบุคคลสำคัญ เช่น เอกอัคราชทูต เป็นต้น ได้จนกว่าจะได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาเสียก่อน อย่างไรก็ตามมีแนวโน้มว่า สภาคองเกรสจะทำหน้าที่ตรวจสอบนโยบายต่างประเทศยิ่งกว่าจะทำหน้าที่สร้างนโยบายเสียเองมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้แล้ว จากการที่นโยบายต่างประเทศมีความสลับซับซ้อนและสหรัฐอเมริกาก็มีบทบาทเป็นผู้นำโลกด้วยเช่นนี้ ก็จำเป็นจะต้องให้ประธานาธิบดีทำหน้าที่คอยดูแล ทำการริเริ่ม และแสดงความยืดหยุ่นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหน้าที่ดังกล่าวสภาคองเกรสซึ่งเป็นองค์กรที่จะต้องปรึกษาหารือกันก่อนไม่สามารถจะทำได้ด้วยตนเอง
=========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Congress : Confirmation of Appointments

สภาคองเกรส : การให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้ง

หน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ( สภาคองเกรส) ที่จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในการแต่งตัวบุคคลที่ดำเนินการโดยประธานาธิบดีให้เข้าดำรงตำแหน่งที่ว่างทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ อำนาจในการให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งนี้ได้มอบหมายให้แก่วุฒิสภา โดยความในมาตรา 11 อนุมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา และสามารถดำเนินการได้โดยใช้วิธีลงคะแนนเสียงข้างมากปกติ การให้ความเห็นชอบนี้ให้ใช้เฉพาะกับการแต่งตั้งทางการเมืองเท่านั้น กล่าวคือ เป็นการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ไม่ได้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติของข้าราชการพลเรือนหรือระบบคุณธรรมที่เป็นทางการอื่น ๆ

ความสำคัญ ภายใต้ระบบการคานอำนาจของสหรัฐ ฯ นั้น กำหนดให้การแต่งตั้งเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารร่วมกับวุฒิสภา ข้อนี้มีไว้เพื่อเป็นหลักประกันว่า ในการแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งทางการทูตและตำแหน่งผู้กำหนดนโยบายในกระทรวงต่างประเทศและองค์กรบริหารอื่น ๆ จะต้องผ่านการกลั่นกรอง จากฝ่ายนิติิบัญญัติเสียก่อน ตามปกตินั้นประธานาธิบดีจะดำเนินการปรึกษาหารือกับวุฒิสมาชิกคนสำคัญ ๆ เป็นการล่วงหน้าก่อนว่าจะยอมรับบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งนั้น ๆ หรือไม่ ในกรณีบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งเอกอัคราชทูตและตำแหน่งที่สูงกว่าในกระทรวงการต่างประเทศนั้น จะผ่านการสอบถามโดยคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์วุฒิสภา จากนั้นคณะกรรมการคณะนี้ก็จะเสนอแนะให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งต่อที่ประชุมเต็มคณะของวุฒิสภาอีกต่อหนึ่ง การแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งโดยประธานาธิบดีในด้านกิจการต่างประเทศจะไม่ค่อยถูกปฏิเสธโดยวุฒิสภา
=======================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Congress : Declaration of War

สภาคองเกรส : การประกาศสงคราม

มติร่วมที่ยอมรับโดยสภาคองเกรสและได้รับการลงนามโดยประธานาธิบดีแล้ว แจ้งให้ประชาคมระหว่างประเทศทราบว่าชาติมีความประสงค์จะดำเนินหรือปกป้องผลประโยชน์ของตนโดยวิธีปฏิบัติการทางทหาร ในทางเทคนิคนั้น สภาคองเกรสสามารถผ่านมติการประกาศสงครามนี้โดยฝืนความรู้สึกของประธานาธิบดีได้ แต่กรณีดังกล่าวประธานาธิบดีก็มีทางเลือก คือ ใช้สิทธิยับยั้งการประกาศสงครามได้ การประกาศสงครามของสหรัฐอเมริกาทุกครั้ง เว้นสงครามเมื่อปี ค.ศ. 1812 กระทำตามคำสั่งของประธานาธิบดีทั้งนั้น การยุติสถานะสงครามก็เช่นเดียวกันสามารถกระทำได้โดยมติร่วมหรือโดยสนธิสัญญา สภาคองเกรสประกาศสงครามเพียง 5 ครั้งเท่านั้น แต่ประธานาธิบดีทำการส่งทหารไปปฏิบัติการตามที่ต่าง ๆ มากกว่า 150 ครั้ง โดยมิได้มีการประกาศสงคราม ทั้งนี้รวมทั้งการปฏิบัติการในเกาหลีและเวียตนามด้วย

ความสำคัญ การประกาศสงครามซึ่งตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐกำหนดไว้ให้เป็นหน้าที่ของสภาคองเกรสโดยเฉพาะนั้น อาจจะมีความสำคัญในทางปฏิบัติน้อย เนื่องจากสงครามอาจถูกบีบบังคับให้ต้องทำจากพฤติกรรมการรุกรานของรัฐอื่นได้ ยิ่งไปกว่านั้นประธานาธิบดีในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการด้านกิจการระหว่างประเทศอาจจะแจ้งให้สภาคองเกรสได้ทราบถึงสถานการณ์ว่ามีความเลวร้ายมากจนไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่นนอกจากจะต้องทำสงครามนี้ และภายในข้อจำกัดของรัฐบัญญัติวอร์พาวเวอร์แอ็คท์ปี ค.ศ. 1973 นั้นประธานาธิบดีในฐานะที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดสามารถออกคำสั่งให้กองทัพเข้าสู่สถานการณ์รบได้โดยที่ไม่ต้องมีการประกาศสงคราม ยกตัวอย่างเช่นกรณีสงครามเกาหลีและสงครามเวียตนาม อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสงครามโลกครั้งที่สอง แสดงให้เห็นว่า การประกาศสงครามมีความสำคัญในแง่อื่น กล่าวคือ เมื่อประเทศอยู่ในสถานะสงครามอย่างเป็นทางการแล้ว สภาคองเกรสจะยินยอมจัดสรรงบประมาณให้ และก็จะไม่สอบถามถึงความถูกต้องในการที่มีการมอบอำนาจกึ่งนิติบัญญัติอย่างล้นเหลือให้แก่ประธานาธิบดีในยามสงครามข้อนี้หมายถึงว่า สงครามสมัยนี้เป็นสงครามสมัยใหม่ ดังนั้นก็จะต้องให้ประธานาธิบดีได้มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตทุกอย่างของคนทั้งชาติ เพื่อให้สามารถทำสงครามได้อย่างประสบความสำเร็จ โดยทั้งนี้ก็จะต้องไม่มีการละเมิดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยเปิดเผยและโดยจงใจ นอกจากนี้แล้วการประกาศสงครามก็ยังจะมีผลทางกฎหมายทั้งในระดับภายในชาติและในระดับนานาชาติ กล่าวคือ การประกาศสงครามจะเป็นการกำหนดวันที่สิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับสถานะสงครามมีผลบังคับใช้ แต่อย่างไรก็ตามยุคนี้เป็นยุคก้าวหน้างทางเทคโนโลยี ที่มหาอำนาจสามารถยิงอาวุธนิวเคลียร์ทำลายล้างซึ่งกันและกัน (เอ็มเอดี) ได้อย่างฉับพลัน จึงไม่จำเป็นต้องมีการประกาศสงครามกันก็ได้
======================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Congress : House Foreign Affairs Committee

สภาคองเกรส : คณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศสภาผู้แทนราษฎร

คณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรที่รับผิดชอบทางด้านกิจการต่างประเทศเป็นหลัก งานที่ลงในรายละเอียดของคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศนี้จะมอบหมายให้คณะอนุกรรมการสามัญเป็นผู้ทำ โดยที่สมาชิกอนุกรรมการคณะนี้จะมีความเชี่ยวชาญ เนื่องจากเข้าไปเกี่ยวข้องกับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์และปัญหานั้น ๆ อย่างต่อเนื่อง อำนาจของคณะกรรมมาธิการกิจการต่างประเทศสภาผู้แทนราษฎรในด้านกิจการต่างประเทศได้จาก (1) อำนาจทางนิติบัญญัติโดยทั่วไปของสภาผู้แทนราษฎร (2) อำนาจทำการสอบสวน และ(3)บทบาทของสภาผู้แทนราษฎรที่จะจัดสรรเงินงบประมาณที่จำเป็นจะต้องใช้ในกิจกรรมนโยบายต่างประเทศทั้งปวง ด้วยเหตุนี้คณะกรรมมาธิการกิจการต่างประเทศสภาผู้แทนราษฎรจึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนด (1) การจัดองค์การบริหาร (2) แนวทางของนโยบายและงบประมาณให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ อาทิ หน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (เอไอดี) หน่วยงานสารสนเทศสหรัฐอเมริกา (ยูเอสไอเอ) และกระทรวงการต่างประเทศ

ความสำคัญ คณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศสภาผู้แทนราษฎร แต่เดิมเป็นคณะกรรมาธิการคณะเล็ก ๆ เท่านั้น แต่ต่อมาได้ขยายตัวโตขึ้น ๆ พร้อมกับที่สหรัฐอเมริกามีบทบาทเกี่ยวข้องกับกิจการของโลกเพิ่มมากขึ้น คณะกรรมมาธิการกิจการต่างประเทศสภาผู้แทนราษฎรจะติดตามความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ระหว่างประเทศโดยวิธีการต่อไปนี้ คือ (1) โดยส่งสมาชิกของตนไปศึกษาเหตุการณ์ในต่างประเทศ (2) โดยเรียกให้อนุกรรมการมาชี้แจง (3) โดยการเข้าร่วมประชุมทั้งในระดับนานาชาติและในระดับชาติ และ (4) โดยส่งผู้แทนของคณะกรรมาธิการ ฯ ไปร่วมในคณะผู้แทนของสหรัฐ ฯ ที่ประจำอยู่ในสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ถึงแม้ว่าในอดีตคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์วุฒิสภาจะมีบาทโดดเด่นในด้านนโยบายต่างประเทศ แต่คณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศสภาผู้แทนราษฎรก็ได้มีบทบาทในด้านนี้เพิ่มขึ้นตามอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้

=========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Congress : Joint Resolution

สภาคองเกรส : มติร่วม

ข้อกำหนดของฝ่ายนิติบัญญัติที่มีลักษณะคล้ายกับรัฐบัญญัติทั่วไป มติร่วมมีลักษณะเหมือนกับร่างรัฐบัญญัติทั่วไป คือ จะต้องผ่านทั้งสองสภาของสภาคองเกรสด้วยคะแนนเสียงข้างมากปกติ และมีการลงนามโดยประธานาธิบดีจึงจะเป็นกฎหมายได้ เมื่อเครื่องมือคือมติร่วมนี้สภาคองเกรสนำไปใช้เพื่อเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับการลงนามโดยประธานาธิบดี มติร่วมนี้จะติดข้อความไว้ว่า "เอชเจ เรส" และ "เอสเจ เรส" เพื่อให้แตกต่างจากร่างรัฐบัญญัติทั่วไป

ความสำคัญ มติร่วมจะนำมาใช้ในเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศ (1) เพื่อประกาศหรือเพื่อยุติสถานะสงคราม (2) เพื่อให้ความเห็นชอบในการกระทำของประธานาธิบดี หรือ (3) เพื่อพยายามริเริ่มนโยบายต่างประเทศ แต่ในบางครั้งนั้นมติร่วมโดยสองสภานี้ อาจจะนำมาใช้แทนสนธิสัญญาโดยวุฒิสภาก็ได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็จะใช้วิธีลงคะแนนเสียงข้างมากปกติในสองสภา แทนการใช้การลงคะแนนเสียงสองในสามตามที่กำหนดไว้ในวุฒิสภา การผนวกมลรัฐเท็กซัสและมลรัฐฮาวายได้กำหนดโดยวิธีใช้มติร่วมนี้เมื่อปี ค.ศ.1964 ได้มีการผ่านมติร่วมอ่าวตังเกี๋ยเพื่อให้ประธานาธิบดีมีอิสระอย่างเต็มที่ในเวียดนาม แต่พอถึงปี ค.ศ. 1970 สภาคองเกรสได้ยกเลิกมติร่วมนี้ เพื่อเป็นการแสดงความไม่เห็นชอบกับปฏิบัติการสงครามของประธานาธิบดี
==========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Congress : Legislative Powers

สภาคองเกรส : อำนาจนิติบัญญัติ

อำนาจในการออกกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในมาตรา 1 อนุมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐ ฯ บัญญัติไว้ว่า "อำนาจนิติบัญญัติทั้งปวงเท่าที่กำหนดให้ต่อไปนี้ ให้อยู่ที่รัฐสภาคองเกรสของสหรัฐ ฯ ซึ่งประกอบด้วยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร" และอำนาจเหล่านี้ได้มีการแจกแจงไว้ในมาตรา 1 อนุมาตรา 8 โดยอาศัยอำนาจนิติบัญญัตินี้ รัฐสภาคองเกรสก็จะเป็นฝ่ายที่กำหนดถึงความจำเป็น ที่จะสร้าง ที่จะให้อำนาจ ที่จะลดและที่จะยุบเลิกหน่วยงานต่าง ๆ ของฝ่ายบริหาร ซึ่งประธานาธิบดีจะอาศัยใช้ดำเนินนโยบายต่างประเทศ ประธานาธิบดีมีอำนาจไม่มากในการดำเนินนโยบายต่างประเทศตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ จนกว่ารัฐสภาคองเกรสจะดำเนินการจัดหากลไกทางการปกครองและจัดสรรงบประมาณมาให้

ความสำคัญ ความสำคัญของอำนาจนิติบัญญัติของรัฐสภาคองเกรสในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐนี้ ได้มาจากระบบการแบ่งแยกอำนาจการปกครองที่กำหนดให้ต้องมีการร่วมมือกันของสองฝ่ายเป็นอย่างน้อย จึงจะทำให้รัฐบาลแห่งชาติสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิผลได้ เพราะฉะนั้นก็จึงให้เรื่องของกิจการระหว่างประเทศนี้อยู่ในความรับผิดของของรัฐสภาคองเกรส เนื่องจากว่านโยบายต่างประเทศของสหรัฐ ฯ ต้องอิงอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายช่วยสนับสนุนจึงจะดำเนินไปได้
=========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Congress : Power of Purse

สภาคองเกรส : อำนาจการควบคุมการเงิน

อำนาจของสภาคองเกรสในการควบคุมการเงินของรัฐบาลทั้งทางด้านรายรับและรายจ่าย อำนาจการควบคุมการเงินของสภาคองเกรสนี้รวมไปถึง "อำนาจที่จะกำหนดและเก็บภาษี อากร ภาษีศุลกากร และอากรสรรพสามิต อำนาจในการชำระหนี้และจัดหาเงินเพื่อป้องกันร่วมกันและเพื่อสวัสดิการทั่วไปของสหรัฐอเมริกา..." (มาตรา 1 อนุมาตรา 8) และข้อจำกัดที่ว่า "จะเบิกจ่ายเงินจากระทรวงการคลังได้ ก็แต่กรณีที่เป็นผลจากการจัดสรรโดยกฎหมายเท่านั้น ..." (มาตรา 1 อนุมาตรา 9) ก่อนที่โครงการอย่างใดอย่างหนึ่งจะดำเนินการได้นั้น ก็จะต้องผ่านการพิจารณาของสองสภาของสภาคองเกรสสองครั้ง คือ ครั้งแรกเป็นขั้นตอนกำหนดนโยบายให้อำนาจจัดโครงการนั้นได้ และครั้งที่สองเป็นขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณที่จะนำไปใช้ในโครงการนั้น ภายใต้ขั้นตอนในครั้งแรกนั้น ร่างรัฐบัญญัติจะได้รับการพิจารณาโดยคณะกรรมธิการกิจการต่างประเทศสภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์วุฒิสภา ส่วนในครั้งที่สองนั้นจะเป็นการพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการจัดสรรงบประมาณของทั้งสองสภา เมื่อได้ดำเนินการจัดสรรงบประมาณไปให้แล้ว การใช้จ่ายเงินของโครงการโดยฝ่ายบริหารจะถูกตรวจสอบโดยสำนักงานตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน (จีเอโอ) ซึ่งสภาคองเกรสจัดตั้งขึ้นมาเพื่อควบคุมการใช้จ่ายเงินงบประมาณดังกล่าวให้อยู่ในขอบเขตวงเงินจัดสรรของสภาคองเกรส

ความสำคัญ อำนาจการควบคุมการเงิน คือ เครื่องมือสำคัญที่สภาคองเกรสนำมาใช้ควบคุมกระบวนการนโยบายต่างประเทศ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับประธานาธิบดีที่จะดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยไม่มีงบประมาณมาสนับสนุน การที่สภาคองเกรสจะใช้อำนาจการควบคุมการเงินนี้เพื่อสร้างอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศได้มากน้อยเพียงใดนั้น จะขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างบุคคลที่อยู่ในทำเนียบขาวกับผู้นำในสภาคองเกรส (แคปิตอลฮิลล์) แต่เมื่อประธานาธิบดีได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งไปแล้ว อำนาจของสภาคองเกรสที่จะไม่จัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดินสนับสนุนจะลดน้อยลง ทั้งนี้เพราะเกรงไปว่าผลประโยชน์ของชาติจะเสียหายได้
====================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Congress : Senate Foreign Relations Committee

สภาคองเกรส : คณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์วุฒิสภา

คณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภาที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักของวุฒิสภาในด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา คณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ส่วนแล้วจะทำงานโดยผ่านทางคณะอนุกรรมการประจำที่ดำนินงานและประสานความร่วมมือกัน หน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงการต่างประเทศที่รับผิดชอบทางพื้นที่ทางภูมิศาสตร์และในเรื่องต่าง ๆ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์มาจากอำนาจนิติบัญญัติทั่วไปและอำนาจสอบสวนของวุฒิสภา ซึ่งมีลักษณะคล้ายอำนาจเหล่านี้ของสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตามเพราะผลของระบบคานอำนาจวุฒิ ทำให้วุฒิสภามีอำนาจชนิดที่สภาผู้แทนราษฎรไม่มี อาทิ ในการมีส่วนร่วมในอำนาจทำสนธิสัญญาและอำนาจในการแต่งตั้งบุคคลต่าง ๆ ของฝ่ายบริหาร มาตรา 2 อนุมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐ ฯ ได้ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดี "โดยคำแนะนำและด้วยความยินยอมของวุฒิสภา ในอันที่จะทำสนธิสัญญา ทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีวุฒิสมาชิกจำนวนสองในสามเข้าร่วมประชุมด้วย และเขา (ประธานธิบดี) จะเป็นผู้กำหนดตัวบุคคล กับจะแต่งตั้งเอกอัครราชทูตและกงสุลอื่น ๆ โดยคำแนะนำและด้วยความเห็นชอบของวุฒิสภา ..." ตามปกตินั้นวุฒิสภาจะยอมรับคำเสนอแนะของคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ของวุฒิสภาในเรื่องเหล่านี้และในเรื่องทางนโยบายต่างประเทศอื่น ๆ

ความสำคัญ บทบาทของคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์วุฒิสภาจะขยายตัวเพิ่มขึ้นพร้อม ๆ กับบทบาทของสหรัฐอเมริกาในกิจการของโลก การติดต่อสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดของคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์วุฒิสภากับกระทรวงการต่างประเทศ ในการพัฒนานโยบายต่างประเทศนั้น จะเห็นได้จากการเจรจาเกี่ยวกับกฎบัตรสหประชาชาติ และสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ตามปกติแล้วประธานาธิบดีจะปรึกษาหารือกับประธานคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์วุฒิสภา ผู้นำเสียงข้างน้อย และสมาชิกผู้ทรงอิทธิพลอื่น ๆ ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงอำนาจของคณะกรรมธิการวิเทศสัมพันธ์ วุฒิสภาในการคอยตรวจสอบฝ่ายบริหาร ก็คือบทบาทของคณะกรรมาธิการ ฯ ในการปฏิเสธสนธิสัญญาแวร์ซายส์และสันนิบาตชาติโดยวุฒิสภา
==================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Congress : Treaty Power

สภาคองเกรส : อำนาจเกี่ยวกับสนธิสัญญา

อำนาจในการมีส่วนร่วมของวุฒิสภาในปฏิบัติการทำสนธิสัญญาของฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีจะทำการเจรจาเกี่ยวกับสนธิสัญญาก่อน แต่ทว่าภายใต้ระบบรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มีการคานอำนาจกันนั้น ประธานาธิบดีจะไม่สามารถให้สัตยาบันสนธิสัญญาได้ จนกว่าวุฒิสภาซึ่งประกอบด้วยวุฒิสมาชิกส่วนใหญ่สองในสามเข้าประชุมและลงคะแนนเสียงให้ความยินยอมแล้ว ภายใต้อำนาจเกี่ยวกับสนธิสัญญาของสภาคองเกรสนี้ วุฒิสภาอาจจะ (1) ให้ความยินยอมในการให้สัตยาบัน (2) ปฏิเสธที่จะให้ความยินยอม (3) ให้ความยินยอมหลังจากที่ให้แก้ไขบางสิ่งบางอย่างแล้ว และ (4) ให้ความยินยอมในการให้สัตยาบันโดยมีข้อสงวนสิทธิ์บางอย่าง อย่างไรก็ตามในทางกฎหมายก็มิได้บังคับให้ประธานาธิบดีต้องให้สัตยาบันหลังจากได้รับความยินยอมจากวุฒิสภาแล้ว ถึงแมัว่าคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์วุฒิสภาจะเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจเกี่ยวกับสนธิสัญญาในสภาคองเกรสก็จริง แต่ก็ยังมีคณะกรรมาธิการคณะอื่นในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระของสนธิสัญญาฉบับนั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่น สภาผู้แทนราษฎรถึงแม้ว่าจะไม่มีอำนาจเกี่ยวกับสนธิสัญญาโดยลำพัง แต่ก็มีบทบาทสำคัญผ่านทางคณะกรรมาธิการจัดสรรงบประมาณ ที่จะให้มีการทบทวนบทบัญญัติของสนธิสัญญาก่อนที่จะได้เสนอแนะให้จัดสรรงบประมาณที่จำเป็นต้องนำไปใช้เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามสนธิสัญญานั้น ๆ

ความสำคัญ บทบาทของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ในกระบวนการทำสนธิสัญญาบ่งบอกให้เราได้ทราบว่า ขั้นตอนให้สัตยาบันมีความสำคัญพอ ๆ กับขั้นตอนเริ่มเจรจาในการทำสนธิสัญญา จากการที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้สภาคองเกรสมีอำนาจเกี่ยวกับสนธิสัญญานี้เอง ที่ทำให้วุฒิสมาชิกกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐต่าง ๆ ที่มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ สามารถปฏิเสธความต้องการของสมาชิกส่วนใหญ่ได้ กระบวนการทางสนธิสัญญาในสภาคองเกรสจะมีลักษณะอุ้ยอ้ายเชื่องช้า ทำให้ฝ่ายบริหารต้องเสียเวลาและเสียอารมณ์มากจาก (1) การให้มาชี้แจงซำ้ ๆ ซาก ๆ (2) การให้มีการแก้ไขและการสงวนสิทธิ์ และ (3) ความสามารถขั้นสุดท้ายของวุฒิสภาที่จะสร้างความวุ่นวายใจให้แก่ฝ่ายบริหาร จริงอยู่ประธานาธิบดีอาจจะไม่ถูกตรวจสอบโดยวุฒิสภาโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่อาจวางใจในข้อเท็จจริงที่ว่าตนอาจถูกตรวจสอบได้ ถึงแม้ว่าสนธิสัญญาส่วนใหญ่ที่ประธานาธิบดีทำเสนอต่อวุฒิสภาจะได้รับความเห็นชอบ แต่ก็มีบางฉบับที่ถูกลงคะแนนเสียงคัดค้าน และก็มีบางฉบับที่ถูกทำลายโดยการ “ดองเรื่อง” ของวุฒิสภา สนธิสัญญาสำคัญ ๆ ที่ไม่ได้รับความยินยอมจากสภาคองเกรส มีตัวอย่างเช่น กติกาสันนิบาติชาติ (ค.ศ. 1919) กฎบัตรองค์การระหว่างประเทศ (ค.ศ. 1948) และอนุสัญญาฆ่าล้างชาติ (ระหว่าง ค.ศ. 1948-1986)
=========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริก ขอแนะนำอีบุ๊กเล่มนี้ค่ะ:

พจนานุกรมศัพท์นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


Containment

การจำกัดการขยายตัวของลัทธิไม่พึงปรารถนา

นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในสงครามเย็น และข้อสมมติฐานทางทฤษฎีของนโยบายนี้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะยุติการขยายตัวของสหภาพโซเวียต ทฤษฎีการจำกัดการขยายตัวของลัทธิที่ไม่พึงปรารถนานี้ เริ่มต้นด้วยข้อสมมติฐานว่า นโยบายต่างประเทศของสหภาพโซเวียต ส่วนใหญ่แล้วได้รับแรงกระตุ้นจากความจำเป็นทางด้านเผด็จการที่ได้รับการปรุงแต่งโดยลัทธิคอมมิวนิสต์และประวัติศาสตร์ของรัสเซีย ผู้ที่ตั้งสมมติฐานนี้ขึ้นมาก็คือ นายจอร์จ เอฟ.เคนนัน หัวหน้าคณะผู้วางแผนนโยบายของกระทรวงต่างประเทศเมื่อปี ค.ศ. 1947 ทฤษฎีการจำกัดการขยายตัวของลัทธิที่ไม่พึงปรารถนานี้ได้รับการปฏิบัติให้เป็นจริงขึ้นมาโดยใช้นโยบาย 2 ขั้นตอน ซึ่งได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อมีโครงการให้ความช่วยเหลือแก่กรีกและตุรกีในปี ค.ศ. 1947 ขั้นตอนที่ 1 ของนโยบายนี้มีปรากฎอยู่ใน "ลัทธิทรูแมน" ซึ่งได้เรียกร้องให้มีการหยุดยั้งการรุกคืบหน้าในทางภูมิศาสตร์ของสหภาพโซเวียต ในระยะที่ 1 นี้ ได้มีการขีดเส้น "แซตเตอร์ โซน" จากนอร์เวย์ผ่านไปทางยุโรปตอนกลางและยุโรปตอนตะวันออกเฉียงใต้ และจากตะวันออกกลางไปทางเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก เมื่อได้ทำการขีดเส้นจำกัดการขยายตัวของสหภาพโซเวียตนี้แล้ว ในระยะที่ 2 ของนโยบาย ได้กำหนดให้มีการสร้าง "สถานการณ์แห่งพลัง" ขึ้นมาโดยให้สหรัฐอเมริกาทำหน้าที่เป็นพลังต้านทานอำนาจของสหภาพโซเวียตตามเส้นรอบวงหรือตามปริมณฑลที่ได้ลากเส้นไว้แล้วนั้น นอกจากนี้แล้วก็ยังได้กำหนดให้สหรัฐอเมริกาโต้ตอบตามกาละและเทศะ และวิธีการตามแต่จะเห็นสมควร เพื่อสกัดกั้นการแหกวงล้อมออกมาของสหภาพโซเวียต นโยบายการปิดล้อมสหภาพโซเวียตนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายจุดประสงค์ของนโยบายต่างประเทศและนโยบายภายในของสหภาพโซเวียตและเพื่อไปกระตุ้นให้เกิดแรงกดดันภายในและความไม่พึงพอใจของประชาชนชาวโซเวียตที่ซ่อนเร้นอยู่ในระบบเผด็จการของสหภาพโซเวียตบรรดาผู้นำของสหภาพโซเวียตได้รับการเตือนให้เกิดความตระหนักว่า ในขณะที่ผลประโยชน์ทั้งหลายของสหภาพโซเวียตไม่อาจบรรลุถึงได้ด้วยการใช้ความรุนแรง การก่อความไม่สงบ และการบ่อนทำลาย แต่ผลประโยชน์บางอย่างอาจจะสำเร็จโดยวิธีการประนีประนอมผ่านทางการทูตแบบสันติได้

ความสำคัญ นโยบายการปิดล้อมนี้เป็นปฏิบัติการที่อิงนโยบายต่างประเทศแบบสัจนิยมในระยะยาวที่ผ่านการพัฒนามาเป็นอย่างดี มิได้อิงหลักการแบบอุดมคตินิยมที่เป็นนามธรรมซึ่งในประวัติศาสตร์เคยพัฒนามาเป็นแนวชี้นำนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกามาก่อน การปิดล้อมดังที่เคนนันได้ตั้งไว้เป็นข้อสมมติฐานนั้น ได้กำหนดให้ผู้ดำเนินนโยบายมีอารมณ์เยือกเย็น ปฏิบัติการให้ทันเวลาและมีความสุขุมรอบคอบ จะต้องไม่กดดันให้ชาวโซเวียตจนมุมจนถึงกับหันกลับมาต่อสู้ดุจสุนัขจนตรอก และจะต้องยอมให้มีที่หนีและสามารถรักษาหน้าของตัวเองได้ วัตถุประสงค์ขั้นสุดท้ายของการปิดล้อมนี้มิใช่เพื่อให้เกิดสงคราม แต่เพื่อให้เกิดการผ่อนปรน การปิดล้อมนี้ได้ก่อให้เกิดการ "ยันกัน" ทางทหารที่ตามด้วยการผ่อนคลายความตึงเครียดและการหามาตรการการผ่อนปรน หลักการปิดล้อมก็ยังได้ขยายไปถึงการสกัดกั้นการขยายตัวของจีนในเอเชียด้วย ผู้เขียนนโยบายการปิดล้อม คือ จอร์จ เอฟ. เคนนัน ได้วิพากษ์วิจารณ์ปรัชญาขั้นพื้นฐานและข้อพิจารณาทางยุทธศาสตร์ที่มีอยู่ในนโยบายนี้
==========================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket


Contra Rebels

กลุ่มกบฏคอนทรา

กลุ่มกองโจรต่อต้านการปฏิวัติที่ทำการต่อต้านรัฐบาลแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติซานดานิสตาในประเทศนิการากัว สหรัฐอเมริกาเคยได้ให้การสนับสนุนจอมเผด็จการ อนาตาซิโอ โซโมซา ซึ่งในที่สุดได้ถูกขับออกจากอำนาจเมื่อปี ค.ศ. 1979 จากนั้นได้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เข้าบริหารประเทศ โดยกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติซานดานิสตาที่นิยมมาร์กซิสต์ (เอฟเอสแอลเอ็น) กลุ่มกบฏคอนทราผสม อันประกอบด้วยบุคคลที่ภักดีต่อจอมเผด็จการโซโมซา ทหาร และพวกซานดานิสตาทีี่แยกพวกออกมา ก็ได้เข้าไปตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศคอสตาลิกาและฮอนดูรัสซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน แล้วหาทางใช้วิธีการทางทหารและการเมืองโค่นล้มระบอบการปกครองของซานดานิสตา ในสหรัฐอเมริกา รัฐบาลสหรัฐ ฯ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีเรแกนเห็นว่าพวกซานดานิสตาเป็นเครื่องมือของลัทธิคอมมิวนิสต์คิวบาและลัทธิคอมมิวนิสต์โซเวียต ประธานาธิบดีมีความเห็นคล้ายกันนี้ว่า รัฐบาลของประเทศเกรนาดาซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ ในทะเลคาริบเบียนเป็นเครื่องมือของคอมมิวนิสต์คิวบาและคอมมิวนิสต์โซเวียต ก่อนที่ยกกำลังทางทะเลและทางอากาศเข้ารุกรานเกรนาดา เพื่อขับรัฐบาลเกรนาดาออกจากอำนาจเมื่อปี ค.ศ. 1983

ความสำคัญ การให้ความช่วยเหลือของสหรัฐแก่กองกำลังกบฎคอนทราได้กลายเป็นประเด็นของความขัดแย้งทางการเมืองเกี่ยวกับนโยบายของสหรัฐ ฯ ในอเมริกากลาง พวกที่มีความเห็นสุดโต่งข้างหนึ่ง คือ พวกถือ "ทฤษฎีโดมิโน" ได้เตือนว่าถ้าหากปล่อยให้คอมมิวนิสต์มีชัยชนะในนิการากัวแล้วประเทศต่าง ๆ ก็จะตกเป็นคอมมิวนิสต์ไปเรื่อย ๆ จนถึงพรมแดนมลรัฐเท็กซัส เหมือนตัวโดมิโนเมื่อตัวหนึ่งล้มตัวอื่น ๆ ก็จะล้มตามไปด้วย ส่วนอีกพวกหนึ่งก็มีความเห็นสุดโต่งอีกข้างหนึ่ง โดยได้เตือนว่าเหตุการณ์ในนิการากัวจะไปเหมือนกับเหตุการณ์ในเวียตนามคือจะทำให้สหรัฐ ฯ ต้องไปติดปลักถอนตัวไม่ขึ้น ข้างฝ่ายสหภาพโซเวียตและคิวบาได้ให้การสนับสนุนแก่พวกซานดานิสตา รวมทั้งอุปกรณ์ทางด้านการทหารเป็นจำนวนมากมาย ข้างฝ่ายกบฎคอนทราก็ได้รับความช่วยเหลือลับ ๆ ผ่านทางซีไอเอ ซึ่งซีไอเอก็ยังช่วยไปวางทุนระเบิดไว้ตามท่าเรือต่าง ๆ ของนิการากัว ในการเรียกร้องสหรัฐให้การสนับสนุนแก่พวกกบฎคอนทรานั้น ประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ อ้างว่าพวกกบฎคอนทราเป็น "นักต่อสู้เพื่อเสรีภาพ" ข้างฝ่ายสภาคองเกรสก็ทำท่าผลุบ ๆ โผล่ ๆ คือ บางทีก็ให้ความช่วยเหลือแบบเปิดเผย แต่บางทีก็ให้ความช่วยเหลือเป็นการลับแก่พวกกบฎคอนทรา ได้เกิดเป็นกรณีอื้อฉาวขึ้นมาว่าเป็นการสมควรและเป็นการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ที่เจ้าหน้าที่ในคณะที่ปรึกษาสภาความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีทำการผันเงินที่เป็นผลกำไรจากการขายอาวุธเป็นการลับให้แก่อิหร่านไปช่วยเหลือแก่พวกกบฎคอนทรา (ซึ่งเรียกว่า อิหร่านเกต) จากการเปิดเผยเรื่องอื้อฉาวนี้ ทำให้มีการตั้งอัยการพิเศษขึ้นมาและทำการสอบสวนโดยสภาคองเกรส ในขณะเดียวกันพวกกบฎคอนทรา(ในตอนนั้น)ก็ยังไม่มีท่าทีว่าใกล้จะมีชัยชนะเหนือพวกซานดานิสตามากไปกว่าเมื่อตอนที่พวกเขาเริ่มการโจมตีเมื่อปี ค.ศ. 1981
=========================


ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Google